ทรู ชู “Network Twin” ใช้ AI จำลองโครงข่ายอัจฉริยะ ยกระดับ 5G ทั่วไทย ตั้งแต่เมืองใหญ่ถึงเกาะและเส้นทางเดินเรือ

ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้ายกระดับโครงข่าย 5G ด้วยเทคโนโลยี “Network Twin” ผสาน AI สร้างแบบจำลองโครงข่ายเสมือนจริง ช่วยวิเคราะห์และประเมินผลกระทบก่อนปรับปรุงระบบ เพิ่มความแม่นยำในการวางแผนลงทุน พร้อมพัฒนา TRUE5GX รองรับความต้องการใช้งานดาต้าที่เติบโตต่อเนื่อง หลังยอดผู้ใช้ 5G แตะ 20.5 ล้านเลขหมาย ชูแนวคิด Nano Cluster ปรับโครงข่ายให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ ปูทางสู่ระบบบริหารโครงข่ายอัตโนมัติในอนาคต

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมให้รองรับพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทั้งย่านธุรกิจ เขตอุตสาหกรรม ชุมชนชนบท และแหล่งท่องเที่ยว โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเร็ว ความจุ และความเสถียรของสัญญาณ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการออกแบบทางวิศวกรรมและบริหารจัดการโครงข่าย เพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตและเตรียมความพร้อมสู่ระบบโครงข่ายอัจฉริยะในระยะยาว

คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เป้าหมายของทรูไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขยายพื้นที่ให้บริการ 5G แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานจริงของลูกค้า และรองรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ลูกค้ามีพฤติกรรมการใช้ดาต้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แต่ละพื้นที่มีความต้องการใช้งานแตกต่างกัน ทรูจึงมุ่งพัฒนาโครงข่ายทั้งด้านความเร็ว ความจุ ความเสถียร และการบริหารจัดการ โดยผสานเทคโนโลยี 5G เข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI เพื่อยกระดับคุณภาพการเชื่อมต่อให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้บริการทั่วประเทศ

ผู้ใช้ 5G แตะ 20.5 ล้านเลขหมาย ดาต้าเฉลี่ยพุ่ง 35%

ข้อมูล ณ ไตรมาส 3 ปี 2569 ทรูมีลูกค้าโทรศัพท์มือถือรวม 48.8 ล้านเลขหมาย ในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้งาน 5G จำนวน 20.5 ล้านเลขหมาย สะท้อนการเติบโตของความต้องการใช้งานบริการสื่อสารความเร็วสูง

ขณะที่ปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 38 กิกะไบต์ต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นราว 35% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการรวมบริษัท แสดงให้เห็นถึงความต้องการใช้บริการอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความเร็ว ความจุ และความเสถียรของการเชื่อมต่อ

เพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าว ทรูเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี TRUE5GX บนโครงข่าย 5G Standalone (SA) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูล พร้อมรองรับเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ หรือ Carrier Aggregation ในรูปแบบ 2CC, 3CC และ 4CC

เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการรวมคลื่นความถี่หลายช่องเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความเร็วและความจุของโครงข่าย โดยทรูได้เริ่มนำระบบ 2CC และ 3CC มาให้บริการลูกค้าแล้ว ขณะที่โครงข่ายมีความพร้อมรองรับ 4CC

ผลการทดสอบโครงข่ายแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเพิ่มความเร็วและความจุ เพื่อรองรับการใช้งานหนาแน่นในพื้นที่ต่างๆ และช่วยบริหารทรัพยากรคลื่นความถี่ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ TRUE5GX ยังมีคุณสมบัติ Priority Access ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงบริการ 5G ได้ดียิ่งขึ้น แม้อยู่ในพื้นที่หรือช่วงเวลาที่มีปริมาณการใช้งานหนาแน่น เพื่อให้การเชื่อมต่อมีความรวดเร็วและต่อเนื่อง

ชู Network Twin จำลองโครงข่ายก่อนปรับปรุงระบบจริง

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายของทรู คือการนำเทคโนโลยี Network Twin หรือ Network Digital Twin มาใช้สร้างแบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริงของโครงข่ายโทรคมนาคม เพื่อช่วยให้วิศวกรสามารถมองเห็น วิเคราะห์ และจำลองการทำงานของระบบได้อย่างละเอียด

แบบจำลองดังกล่าวครอบคลุมองค์ประกอบหลักของโครงข่าย ได้แก่ Radio Network หรือโครงข่ายวิทยุสื่อสาร Core Network หรือโครงข่ายแกนหลัก และ Transport Network หรือโครงข่ายรับส่งข้อมูล

แนวคิดของ Network Twin มีลักษณะคล้ายกับ Google Maps ที่นำข้อมูลจากโลกจริงมาสร้างเป็นแผนที่ดิจิทัล แต่เปลี่ยนจากการจำลองถนนและเมือง มาเป็นการจำลองระบบโทรคมนาคม ทำให้ทีมวิศวกรสามารถศึกษาสถานการณ์และประเมินแนวทางพัฒนาโครงข่ายก่อนนำไปดำเนินการจริง

จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือความแตกต่างจากระบบ Network Monitoring ทั่วไป ซึ่งมุ่งตรวจสอบสถานะและแจ้งเตือนปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ขณะที่ Network Twin สามารถจำลองสถานการณ์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโครงข่ายล่วงหน้า

ตัวอย่างเช่น การเพิ่มสถานีฐาน การปรับการใช้คลื่นความถี่ หรือการเพิ่มความจุในพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยระบบจะช่วยให้สามารถเปรียบเทียบทางเลือกและวิเคราะห์ผลกระทบก่อนตัดสินใจดำเนินการจริง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับคุณภาพการให้บริการ

คูรัม กล่าวว่า Network Twin จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับวิธีบริหารโครงข่ายของทรู จากเดิมที่เน้นตรวจสอบและแก้ไขปัญหา ไปสู่การจำลองและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ทำให้สามารถค้นหาแนวทางปรับปรุงประสิทธิภาพได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

ทั้งในด้านคุณภาพสัญญาณ ความจุ การใช้คลื่นความถี่ และการใช้พลังงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนและพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

วาง 4 ความสามารถหลัก ปูทางสู่โครงข่ายอัจฉริยะ

ทรูวางแนวทางพัฒนา Network Twin เพื่อต่อยอดสู่ระบบ Simulation & Intelligence Layer ซึ่งเป็นชั้นระบบสำหรับจำลอง วิเคราะห์ และสนับสนุนการตัดสินใจด้านโครงข่าย โดยกำหนดกรอบความสามารถสำคัญ 4 ด้าน ประกอบด้วย

1. Network Simulation – การจำลองโครงข่าย

จำลองความครอบคลุมของสัญญาณ (Coverage) ความจุของโครงข่าย (Capacity) สัญญาณรบกวน (Interference) และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อให้สามารถประเมินการทำงานของระบบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ก่อนนำไปใช้งานจริง

2. Operational Impact Assessment – การประเมินผลกระทบต่อการดำเนินงาน

วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโครงข่าย ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือของบริการ การใช้ทรัพยากร และความเสี่ยงในการดำเนินงาน เพื่อช่วยให้การปรับปรุงระบบเป็นไปอย่างรอบคอบ

3. Opportunity Identification – การค้นหาโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพ

วิเคราะห์โอกาสในการเพิ่มความจุของโครงข่าย ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้คลื่นความถี่ ลดปัญหาสัญญาณรบกวน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อให้สามารถบริหารทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า

4. Decision Intelligence – การสนับสนุนการตัดสินใจ

นำข้อมูลและผลการจำลองสถานการณ์ต่างๆ มาเปรียบเทียบ เพื่อช่วยจัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาโครงข่าย รวมถึงประเมินความเหมาะสมก่อนดำเนินการหรือขยายการลงทุนจริง

ทรูระบุว่า ความสามารถทั้ง 4 ด้านอยู่ภายใต้กรอบการพัฒนาที่จะต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขยายและปรับปรุงโครงข่ายมีความเป็นระบบมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาไปสู่ Autonomous Network หรือระบบโครงข่ายที่สามารถบริหารจัดการได้โดยอัตโนมัติ

ผสาน Nano Cluster ปรับโครงข่ายตามพฤติกรรมใช้งานแต่ละพื้นที่

ทรูยังเตรียมนำแนวคิด Network Twin มาสนับสนุนกลยุทธ์ Nano Cluster ซึ่งเป็นการบริหารโครงข่ายโดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะการใช้งานและความต้องการของลูกค้า

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้การพัฒนาโครงข่ายมีความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เนื่องจากย่านธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชนที่อยู่อาศัย และเมืองท่องเที่ยว มีพฤติกรรมและช่วงเวลาการใช้งานดาต้าแตกต่างกัน โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่และแหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้ ซึ่งมีปริมาณการใช้งานเครือข่ายเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและจำนวนนักท่องเที่ยว การใช้ Network Twin จะช่วยให้ทรูสามารถจำลองสถานการณ์ เพื่อประเมินความจำเป็นในการเพิ่มความจุ ปรับปรุงความครอบคลุมของสัญญาณ และจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายให้เหมาะกับพื้นที่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาผสานกับ Nano Cluster ยังช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรและการลงทุนด้านโครงข่ายสอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง ลดความเสี่ยงจากการปรับเปลี่ยนระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้าแต่ละกลุ่ม

ขยาย 5G สู่เกาะและเส้นทางเดินเรือ ใช้ Microwave Backhaul รักษาพื้นที่อนุรักษ์

นอกเหนือจากการพัฒนาโครงข่ายในเมืองใหญ่และพื้นที่เศรษฐกิจแล้ว ทรูยังให้ความสำคัญกับการขยายบริการ 5G ไปสู่พื้นที่ท่องเที่ยว เกาะ และเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญในทะเลอันดามัน

หนึ่งในตัวอย่างการพัฒนาโครงข่ายคือ อ่าวมาหยา เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ซึ่งทรูได้ติดตั้งและเปิดให้บริการ 5G เพื่อรองรับการใช้งานของนักท่องเที่ยวและเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อในพื้นที่

โครงการดังกล่าวเลือกใช้เทคโนโลยี Microwave Backhaul สำหรับเชื่อมต่อสัญญาณ โดยไม่จำเป็นต้องวางสายไฟเบอร์ออปติกในพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม

พร้อมกันนี้ ยังมีการออกแบบอุปกรณ์ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เพื่อให้การพัฒนาโครงข่ายดิจิทัลสามารถดำเนินไปควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการรักษาทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยว

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการพัฒนาโครงข่ายของทรูที่ไม่ได้มุ่งเฉพาะการเพิ่มพื้นที่ครอบคลุมของสัญญาณ แต่ยังให้ความสำคัญกับความเหมาะสมของเทคโนโลยี ลักษณะพื้นที่ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนาโครงข่าย 5G และ TRUE5GX อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการนำ AI และ Network Twin มาเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนและบริหารจัดการโครงข่ายให้มีความแม่นยำมากขึ้น โดยมุ่งยกระดับคุณภาพการเชื่อมต่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมวางรากฐานสู่การบริหารโครงข่ายอัจฉริยะในอนาคต

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *