สกสว. เปิด 8 เป้าหมายแรกยกระดับประเทศไทย

‘สิริฤกษ์’ เปิดปฏิบัติการยกระดับประเทศด้วย 8 เป้าหมายสำคัญที่สามารถแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝุ่น PM 2.5 ไม่เกิน 3 ปีปัญหาต้องหมดไป,ความมั่นคงด้านน้ำ ต้องไม่ท่วม ไม่แล้ง มีน้ำดีใช้และไม่มีน้ำเสีย ภายใน 2 ปีใน 10 พื้นที่ที่กำหนด,พัฒนาทักษะด้วยดิจิทัลให้เด็กและเยาวชน 1 แสนคนภายใน 2 ปี,ขจัดโรคมะเร็งตับและท่อน้ำดี ทำให้อัตราการติดเชื้อพยาธิที่ประมาณ 40% ให้ลดเหลือไม่ถึง 1%,ลดค่าใช้จ่ายนำเข้าระบบสุขภาพ 1,000 ล้านบาทภายใน 2 ปีโดยใช้ผลวิจัยเทคโนโลยีของไทย,การส่งออกสินค้าเกษตรต้องไม่ถูกกีดกัน ภายใน 2 ปี,ใช้ระบบบริหารจัดการการเงิน ต้องปลอดหนี้ 42,000 ครัวเรือนภายใน 2 ปี และ สร้างเศรษฐกิจใหม่ให้เกิด SME สตาร์ทอัพ 1 หมื่นรายภายใน 2 ปี ด้วยเทคโนโลยีเป้าหมาย AI EV และ BCG

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวถึงเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนตั้งแต่ช่วงเดือนต.ค.67 เป็นต้นไปว่า สกสว.ตกลงที่จะขับเคลื่อนในเบื้องต้นก่อน8เป้าหมายจาก 3 ด้านคือด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพ และด้านสังคมสิ่งแวดล้อม โดยเกณฑ์คัดเลือกประกอบด้วย 1.เป็นปัญหาสำคัญและต้องมองเห็นภาพว่าจะจบอย่างไร 2. เป็นเรื่องที่สามารถทำสำเร็จได้จริง 3.เป็นเรื่องที่ใช้กระบวนการทางวิชาการความรู้ และ4.เป็นเรื่องที่ยั่งยืน หมายถึงเมื่อทำเป้าหมายสำเร็จแล้ว มันต้องคงอยู่และยั่งยืนตลอดไป

ทั้งนี้สกสว.แบ่งกลุ่มงานวิจัยเป็น 3 ระดับ คือ1.วิจัยแบบมูลฐานเพื่อสร้างองค์ความรู้ (Fundamantal Fund : FF) อย่างฟิสิกส์ กลไกทางเคมี 2.วิจัยเป็นรายประเด็น (Strategic Fund : SF) เอาข้อมูลมูลฐานเหล่านี้มารวบรวมเป็นประเด็น เช่น เรื่องเกษตร การแพทย์ สิ่งแวดล้อม เรื่องสังคม ปัจจุบันมีประมาณ 25 กลุ่ม 3.วิจัยโดยมีเป้าหมายสำคัญ สามารถทำให้สำเร็จได้ โดยเอาความรู้ต่างๆเข้ามา (Targeted Fund : TF) ต่อยอดจากงานวิจัยรายประเด็น

สำหรับเป้าหมายแรกคือเรื่องฝุ่น PM 2.5 พิจารณาในเรื่องที่ประเทศไทยจะต้องปลอดภัยจาก PM 2.5 ดูใน 8 จังหวัดภาคเหนือที่เป็นปัญหา ถ้าทำสำเร็จใน 8 จังหวัดก็จะขยายไปในพื้นที่อื่น โดยมีเป้าหมายหลักคือ1.จำนวนวันที่มีปริมาณฝุ่นที่เกินระดับที่สูงจะต้องลดจำนวนลงเหลือไม่เกินเท่าไหร่ต่อปี 2.ปริมาณสูงสุดของฝุ่นที่จะขึ้นได้มีเท่าไหร่จะมีตัวเลขกำกับ 3.จำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นทางเดินหายใจหรือเรื่องอื่นๆจะต้องลดลงจนไม่เป็นปัญหา

‘ที่ผ่านมามีงานวิจัยเกี่ยวกับ PM2.5 เต็มไปหมด แต่ครั้งนี้เป็นการระดมข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่เข้ามาในพื้นที่ ที่เราระบุและระบุปี คือใช้เวลาไม่เกิน 3 ปีหรือต้องดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2027 ปัญหาต้องหมดไป’

เป้าหมายที่ 2 คือเรื่องน้ำหรือความมั่นคงด้านน้ำ ซึ่งเข้าไปดู 4 ด้านคือไม่ท่วม ไม่แล้ง มีน้ำดีใช้ และไม่มีน้ำเสีย เรามีข้อมูลทางวิชาการน่าจะเพียงพอที่จะทำให้แต่ละพื้นที่มีความปลอดภัยด้านน้ำ โดยข้อมูลประกอบด้วย 1.ต้องรู้เรื่องพฤติกรรมน้ำแต่ละบริเวณ เช่น มีทางน้ำไหลที่ไหน น้ำวิ่งไปอย่างไรเวลาฝนตก ข้อมูลทางวิชาการของพื้นที่ ข้อมูลดาวเทียม ต้องสามารถทำให้เกิดแผนที่น้ำโดยละเอียดของแต่ละบริเวณได้ 2.ต้องรู้แหล่งเก็บน้ำ แหล่งดูดซับน้ำ พฤติกรรมการใช้น้ำของคนในพื้นที่ 3.ต้องรู้สถานการณ์การคาดการณ์น้ำโดยละเอียด อย่างสัปดาห์หน้าฝนจะตกมากน้อยแค่ไหน เป็นกลไกในการคำนวณ ระบบการวัดน้ำ เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ ทำอย่างไรที่จะใช้น้ำอย่างเหมาะสม ทำอย่างไรที่จะบำบัดน้ำเสีย และเรื่องอื่นๆ

‘ในระยะแรก กำหนดไว้ใน 10 พื้นที่เป็นหย่อมต่างๆ กระจายตามภูมิภาค เป็นพื้นที่สำคัญในระดับอำเภอ มีภาคเหนือ ภาคใต้ ลุ่มน้ำภาคกลาง เลือก 10 อำเภอก่อนในช่วง 2 ปีแรก ซึ่งหากทำผ่านไปสัก 1 ปีอาจมีพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เป็นการเอางานวิจัยเข้าไปจัดการให้ปัญหาต่างๆให้หมดไป แล้วทำให้เกิดการพัฒนา’

เป้าหมายที่ 3 (ประเด็นทางสังคม) การทำให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนมีการพัฒนาทักษะความสามารถโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล คือ มันมีวิธีการทางดิจิทัลที่ทำให้สามารถเรียนรู้ได้ไวขึ้นและเป็นการเรียนรู้แบบเฉพาะรายบุคคล โดยเป็นการทำงานร่วมกับกลุ่มพื้นที่ องค์การปกครองในส่วนท้องถิ่นต่างๆ

‘เราตั้งใจให้คนไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม พัฒนาทักษะใหม่ๆขึ้นมา โดยเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวสอน ทำอย่างไรให้เกิดการเรียนรู้ได้เร็วที่สุดโดยมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ตั้งเป้าไว้ 1 แสนคนในช่วง 2 ปีข้างหน้า’

ทักษณะสำหรับอนาคตที่จะพัฒนามี 2 ด้านคือ 1.โซเชียลกับลีฟวิ่ง สกิล เช่น ทักษะด้านภาษา ทักษะด้านความตระหนักรู้ทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน 2.เทคนิเคิล สกิล เช่น ทักษะด้านการคำนวณ

เป้าหมายที่ 4 (สุขภาพ การแพทย์) การขจัดโรคมะเร็งตับและท่อน้ำดี ที่พบในประเทศไทยมากที่สุดในโลก ซึ่งเกิดจากพยาธิใบไม้ในตับโดยเฉพาะในภาคอีสาน หลังจากวิจัยต่อเนื่องมา 40 ปีเราจะทำให้อัตราการติดเชื้อพยาธิที่ประมาณ 40% ให้ลดเหลือไม่ถึง 1% โดยวิธีการคือ1.ทำอย่างไรไม่ให้มีพยาธิในปลาที่กิน 2.ทำอย่างไรให้อาหารที่กินถึงจะมีพยาธิอยู่แต่กินเข้าไปแล้วมันตาย เป็นเรื่องของ high tech food science และ 3.คนที่ได้รับเชื้อพยาธิเข้าไปแล้วทำอย่างไรให้รู้ก่อนที่จะเป็นตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์ซึ่งมีความก้าวหน้าที่สำคัญคือความสามารถที่จะตรวจจากปัสสาวะแทนที่จะตรวจหาไข่พยาธิจากอุจจาระเท่านั้น

‘ตอนนี้มีชุดตรวจพยาธิใบไม้ในตับทางปัสสาวะได้แล้วโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น หากตรวจพบก็ไปรักษาได้ทันท่วงที’

เป้าหมายที่ 5 การทำให้ผลการวิจัยโดยเทคโนโลยีของไทยนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายการนำเข้าซึ่งระบบสุขภาพของไทยที่ต้องใช้อยู่ ตั้งเป้าว่าจะลดให้ได้ 1,000 ล้านบาทภายในเวลา 2 ปี ซึ่งกำลังดูว่าประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง อย่างเช่น ชุดตรวจพยาธิใบไม้ในตับ, เรื่องการส่งและประมวลผลข้อมูลโดยใช้ AI โดยเฉพาะข้อมูลด้านเอ็กซเรย์กับข้อมูลการตรวจชิ้นเนื้อให้มีมาตรฐานที่ดีทั่วประเทศ เพราะปัญหาที่เจอคือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเอ็กซเรย์กับการอ่านชิ้นเนื้อ ไม่ได้มีกระจายไปทั่วประเทศ รวมทั้งการทำงานร่วมกับสปสช.ที่จะเอารายการหลัก 20 รายการที่มีค่าใช้จ่ายทางสุขภาพสูงมาตั้งเป้าว่ารายการไหนสามารถผลิตในประเทศได้บ้าง

เป้าหมายที่ 6 (ด้านเศรษฐกิจ) คือการทำให้สินค้าไทยสามารถส่งออกไปประเทศหลักโดยไม่ถูกกีดกันการค้า โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยเช่น มีการปนเปื้อนหรือไม่ได้มาตรฐาน มีสารพิษหรือสารอะไรต่างๆ เป้าหมายหลักคือการส่งออกต้องไม่มีปัญหา ซึ่งต้องลงรายละเอียดว่าส่งออกแต่ละประเทศ มีปัญหาอะไร และต้องแก้ให้หมดจนไม่มีปัญหา

‘เป้าหมายคืออีก 2 ปีต้องไม่โดนกีดกัน ระบบวิชาการจะทำให้แน่ใจว่าประเทศไทยสามารถที่จะส่งสินค้าสำคัญที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรเข้าแต่ละประเทศโดยไม่ถูกข้อบังคับจำกัดไว้’

เป้าหมายที่ 7 เป็นเรื่องของจัดการให้ชุมชนที่เป็นครัวเรือนสามารถบริหารจัดการการเงินได้ ตั้งเป้า 2 ปี 42,000 ครัวเรือนกระจายทั่วประเทศที่มีปัญหาการเงินสูงสุด โดยมีรายชื่อเป็นครัวเรือนมีปัญหาอะไรก็เอาข้อมูลทางวิชาการเข้าไปช่วยแก้ปัญหา ซึ่งมีสูตรประมาณ 100 วิธีก็นำไปใช้แก้ปัญหาแต่ละครัวเรือนที่ไม่เหมือนกัน

‘เป้าหมาย 2 ปี 42,000 ครัวเรือน เรื่องหนี้ครัวเรือนต้องหมดไป’

เป้าหมายที่ 8 การทำให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ให้มีผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ SME ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอีก 1 หมื่นรายภายใน 2 ปี โดยมีเทคโนโลยีเป้าหมายคือ 1.AI 2.EV สิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องและพลังงานยุคใหม่ 3.สิ่งแวดล้อม 4.BCG (Bioeconoy,Circular economy,Green economy)

วิธีการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายคือ1.ช่วยให้เริ่มต้นได้ง่ายและสะดวก คือที่ผ่านมา SME สตาร์ทติดยาก แต่เราต้องการให้สตาร์ทติดง่ายหมายถึงลดข้อจำกัดต่างๆ ทำให้สามารถถ่ายทอดสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ ที่เกิดจากภาครัฐ(ผู้ให้ทุนวิจัย) เข้าไปสู่คนทำได้เร็วที่สุด คือ ปลดล็อกให้ทรัพย์สินทางปัญญาต่อไปเป็นของคนที่ทำวิจัยเอามาใช้ได้ทันที เพิ่มกลไกมาตรฐานต่างๆให้สะดวกขึ้น กลไกด้านสสว. SME Bank เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

2.กระบวนการบ่มเพาะ โดยมีกลไกต้องช่วยทั้งด้านการเงินและเทคนิค อย่างกระบวนการผลิตเบื้องต้นเพื่อทดสอบตลาด SME ส่วนใหญ่ไม่มีกำลังพอผลิต 1 หมื่นชิ้นเพื่อทดสอบตลาด ส่วนใหญ่ผลิตได้แค่ 100-200 ชิ้น ต้องมีกลไกช่วยให้ SME ทำงานได้ง่ายและสะดวกขึ้น เช่น ทำอย่างไรให้ 3D พรินติ้งและแพกเกจจิ้งกระบวนการต่างๆสามารถผลิตจำนวนน้อยในราคาต้นทุนที่ไม่แพง ต้องมีกระบวนการที่ประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในเกรดอุตสาหกรรม ทำให้ SME ไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่แบบนั้นได้

3.เรื่องของการค้ำประกันของ SME ต้องช่วยด้วยการเอามูลค่าทางเทคโนโลยีไปค้ำประกันเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ได้ อย่างเอาเครื่องพิมพ์ 3 มิติมาค้ำประกันเพื่อเป็นค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน เช่น เอาเครื่องพิมพ์ 3 มิติไปค้ำประกันธนาคารเอาเงินกลับมา 2 แสนเพื่อจ่ายเป็นค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน กลไกคือต้องมีผู้มีความรู้และสามารถประเมินในประเด็นต่างๆได้

‘กลายเป็นตอนนี้ทำสตาร์ทอัพเทคโนโลยี ยังใช้เงินมากกว่าทำอุตสาหกรรมแบบเก่า ซึ่งเราต้องการให้มันกลับกัน ทำอย่างไรต้องตีมูลค่าทางเทคโนโลยีให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้’

.ดร.นพ.สิริฤกษ์กล่าวสรุปท้ายว่านักวิจัยจะเข้ามาช่วยให้ประเทศได้ในสิ่งที่อยากได้

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *