รู้จัก Llama 3.1 ดาวรุ่งสานฝัน “มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก” ดัน AI ของ Meta ฮอตกว่า ChatGPT

Meta (เมต้า) บริษัทแม่เฟซบุ๊กเปิดตัว ”ลาม่า” เวอร์ชันใหม่ “Llama 3.1” เมื่อ 23 ก.ค. 2024 บนคำการันตีตัวโตว่าเป็นโมเดล AI โอเพนซอร์สขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา จุดเด่นคือพารามิเตอร์ 405,000 ล้านตัว และได้รับการฝึกโดยใช้ GPU Nvidia H100 มากกว่า 16,000 ตัว ทำให้ Llama 3.1 มีประสิทธิภาพเหนือกว่า GPT-4o และ Claude 3.5 Sonnet ในเกณฑ์มาตรฐานหลายรายการ 

วันนี้โมเดล Llama 3.1 ถูกเปิดตัวในประเทศไทย พร้อม 8 ภาษาใหม่ที่รวมภาษาไทยด้วยและด้วยฐานะการเป็นโอเพนซอร์สที่ต้องได้รับการอนุมัติจากบริษัทที่มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคน พันธมิตรของ Llama 3.1 จึงมีครบทีมบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Microsoft, Amazon, Google และ Nvidia รวมถึงพันธมิตรอีกกว่า 30 ราย ที่จะพร้อมใจช่วยให้นักพัฒนาปรับใช้ Llama 3.1 ได้

สถานการณ์นี้สะท้อนว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta จะออกมาคาดการณ์ว่าโมเดล AI โอเพนซอร์สอาจแซงหน้าโมเดลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เพราะภาวะนี้คล้ายกับปรากฏการณ์ “ลินุกซ์” (Linux) ที่ครองตลาดระบบปฏิบัติการในบางเซกเมนต์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาต้นทุนการใช้งานที่อาจต่ำกว่า ล่าสุดมีการคาดการณ์กันว่า Llama 3.1 จะมีต้นทุนประมาณครึ่งหนึ่งของ GPT-4o ของ OpenAI ในการใช้งานจริง

Llama 3.1 เตรียมสยายปีก

Meta บริษัทแม่เฟซบุ๊กระบุในการประกาศอัปเดท Llama 3.1 ว่าน้องใหม่ตระกูล “ลาม่า” ตัวนี้เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้โมเดลประมวลผลด้วยภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) แบบโอเพนซอร์สที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอุตสาหกรรม นอกจากโมเดล 405B ยังมี 70B และ 8B ที่มีการขยายการรองรับความยาวเนื้อหามากถึง 128k

ผลของพารามิเตอร์จำนวนมหาศาลนั้นช่วยให้ Llama 3.1 โต้ตอบได้หลากหลายมากขึ้น สามารถให้เหตุผลได้น่าเชื่อถือยิ่งกว่าเดิม รองรับการสร้างข้อมูลสังเคราะห์และการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างโมเดลหรือที่เรียกว่า Model distillation ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ทำให้ Llama 3.1ต่างจากรุ่นแรกที่ Meta ได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว


ในทางเทคนิค โมเดลแบบโอเพนซอร์สของ Llama จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถปรับแต่งและฝึกฝนโมเดลของตนเอง รวมถึงรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และช่วยพัฒนาระบบให้แข็งแกร่ง สำหรับ Llama 3.1 405B รวมถึงการอัปเดตโมเดล 8B และ 70B ซึ่งขณะนี้รองรับภาษาไทยแล้ว ถูกเปิดให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงการใช้งานโมเดล Llama ได้ที่ https://llama.meta.com/


สิ่งที่ทีม Meta ทำในขณะนี้คือการเร่งการทำงานขยายฟีเจอร์ให้ Llama 3.1 ใช้ในหลากหลายภูมิภาคของโลก และต่อยอดการดาวน์โหลดรวมที่ Llama ทำได้กว่า 300 ล้านครั้งตั้งแต่เริ่มเปิดตัว สถิติขณะนี้พบว่ามีการพัฒนาโมเดลต่อยอดกว่า 20,000 โมเดลเท่านั้น ซึ่งยังต้องการการอัดฉีดอีกมากจึงจะสมกับคำการันตีว่า Llama เกิดมาสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย

นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Meta ต้องเทงบจัดการอบรมและทำโครงการต่างๆ เพิ่มเติม โดยล่าสุดได้ให้ทุนสนับสนุนมูลค่ารวม 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับนักพัฒนาและองค์กรทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย โครงการที่น่าจับตาที่สุดคือ Llama 3.1 Impact Grants ซึ่ง Meta จะเตรียมทุนสนับสนุนก้อนใหญ่ให้หน่วยงานที่เสนอโปรเจ็กต์การใช้ Llama AI ในการแก้ไขปัญหาความท้าทายทั่วโลกได้โดนใจที่สุด ผู้ชนะที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับเงินทุนสนับสนุนโครงการสูงสุดถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ การประกาศผู้ชนะคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงต้นปีหน้า 2025

Meta AI แซง ChatGPT

ในขณะที่ Llama 3.1 ถูกผลักและดันอย่างจริงจัง Meta เองก็พัฒนา Meta AI โดยใช้ Llama 3.1 และกำลังเปิดตัวในหลายประเทศและรองรับภาษามากขึ้นในแพลตฟอร์มต่างๆ ของ Meta ทิศทางที่กำลังมาทำให้ Zuckerberg คาดการณ์ว่า Meta AI จะกลายเป็นผู้ช่วย AI ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดภายในสิ้นปี 2024 แซงหน้า ChatGPT อย่างสบาย ๆ

วันนี้ Meta AI ไม่เพียงมีฟีเจอร์เด่นอย่าง “Imagine Yourself” ที่ช่วยให้ผู้ใช้สร้างรูปภาพตัวเองขึ้นใหม่โดยสามารถเพิ่ม ลบ หรือเปลี่ยนองค์ประกอบในรูปได้ตามที่ต้องการ แต่ยังมอบผลลัพธ์หรือคำตอบที่แม่นยำให้ผู้ใช้ที่ถามปัญหาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ หรือการเขียนโค้ดได้ด้วย ปัจจุบัน Meta กำลังนำ Meta AI เข้าไปใช้ในผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มต่างๆ ของ Meta เช่น WhatsApp, Facebook และอีกมากมาย เบื้องต้น Meta AI ยังไม่เปิดทดสอบให้บุคคลทั่วไปในประเทศไทยได้ลองใช้งาน มีเพียงนักพัฒนาที่สามารถปรับแต่งและฝึกฝนโมเดลของตนเอง ผ่านการเพิ่มภาษาที่ Meta AI จะช่วยให้เข้าถึงผู้ใช้ได้มากขึ้น

ที่สุดแล้ว การเปิดตัว  Llama 3.1 ถือเป็นสัญญาณแสดงความก้าวหน้าที่สำคัญในโมเดล AI โอเพนซอร์ส ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลของอำนาจในอุตสาหกรรม AI ไปสู่ระบบนิเวศที่เปิดกว้างมากขึ้น ดังนั้น คำว่า “ดาวรุ่งสานฝันของ Mark Zuckerberg” จึงเหมาะสมกับ Llama 3.1 และคำพยากรณ์ที่ว่า “AI ของ Meta จะฮอตกว่า ChatGPT” อาจไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด.

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *