กลุ่มสามารถ ประกาศทิศทางธุรกิจประจำปี ด้วย Year Theme “Unlock Unlimited Opportunities : พร้อมเติบโตไร้ขีดจำกัด” สะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรในการก้าวข้ามความไม่แน่นอน เปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจ เน้นการผสานความร่วมมือด้วยกลยุทธ์ M&A และยกระดับศักยภาพในทุกมิติ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตั้งเป้าเข้าร่วมประมูลงานปีนี้กว่า 30,000 ล้านบาท รายได้รวม 14,000 ล้านบาท หรือโตขึ้น 30%





‘ปี 2568 ถือเป็นปีที่ดีของสามารถ ทำยอดขายได้ดีขึ้น กำไรโตขึ้นเยอะ ส่วนปี 2569 เราตั้งเป้าเติบโต 30% ในเชิงยอดขาย น่าจะเห็น 14,000 ล้านบาทได้ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจาก Backlog ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งน่าจะมากกว่านั้นแต่จากสภาพเศรษฐกิจ สภาพบ้านเมือง ทำให้มีความล่าช้า แต่งานจะทยอยเข้ามาในต้นปีนี้ ซึ่งเราจะพยายามทำให้ดีกว่าทุกๆปี เน้นเรื่องการทำ M&A กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างพลังงาน ไอที สนามบิน ปีนี้เราจะมูฟเร็ว’ วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว
ปีนี้กลุ่มสามารถกำหนดให้เป็น “ปีแห่งการปลดล็อก พร้อมเติบโตไร้ขีดจำกัด” หรือ Unlock Unlimited Opportunities ด้วยการมองให้ไกล และใหญ่กว่าเดิมโดยมุ่งขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 3 แกนกลยุทธ์หลัก เพื่อช่วยผลักดันกลุ่มสามารถให้ก้าวสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่พร้อมเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดในทุกโอกาส
แกนกลยุทธ์แรกคือ Unlimited Solutions สะท้อนความแข็งแกร่งของกลุ่มในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานใต้ดิน บนดิน ไปจนถึงระบบสื่อสารเหนือน่านฟ้าด้วยการนำเสนอโซลูชั่นหรือบริการใหม่ๆ รวมถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าเดิมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
แกนกลยุทธ์ที่สอง Unlimited Collaborations มุ่งเน้นการผสานความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภายใน และพันธมิตรภายนอก เพื่อพร้อมรุกธุรกิจทุกรูปแบบ โดยให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) เพื่อเร่งการเติบโต เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ขยายตลาด ต่อยอดธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมพนักงานมืออาชีพจากการขยายธุรกิจ
ส่วนแกนกลยุทธ์ที่สาม Unlimited Opportunities เป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับได้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร ทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ สนับสนุนและเปิดรับคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาเสริมทัพองค์กรให้แข็งแกร่งขึ้น
จากการที่กลุ่มสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีงานในมือเมื่อ ณ สิ้นปี 2568 อยู่เกือบ 16,000 ล้านบาท ซึ่งจากความสำเร็จและด้วยกลยุทธ์ที่วางแผนไว้ เราจึงมั่นใจตั้งเป้ารายได้ที่ 14,000 ล้านบาท และจะสร้างกำไรให้เติบโตจากปีก่อนหน้าไม่ต่ำกว่า 75% จากการวางแผนเข้าร่วมประมูลงานหลักรวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าสิ้นปีจะมีงานในมือทะลุ 20,000 ล้านบาท มั่นใจทั้งรายได้และกำไรปีนี้ของกลุ่มจะดีที่สุดในรอบ 10 ปี
ทั้งนี้ สามารถเห็นสัญญาณบวกจากธุรกิจหลักในเครือ ทั้งการรับรู้รายได้จากงานในมือการเติบโตของโครงการใหม่และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยแต่ละสายธุรกิจตั้งเป้าหมายรายได้ดังนี้


1.สายธุรกิจ Digital ICT Solutions (SAMTEL) ที่ตั้งเป้ารายได้ 6,500 ล้านบาท หรือเติบโตราว 20% ด้วยการรุกประมูลงานใหม่ 9,000 ล้านบาท เน้น AI, Cyber Security และระบบบริหารการเรียนการสอน (PowerSchool) มุ่งเน้นการพัฒนาและผลักดันโครงการขนาดใหญ่ผ่านการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ อาทิ โซลูชันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีด้านการป้องกันภัย และการให้บริการระบบหลักขององค์กรแบบระยะยาว ควบคู่การสร้างราย ได้ประจำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงทางธุรกิจ
ทั้งนี้การดำเนินงานอาศัยความร่วมมือของบริษัทในเครือที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ครอบคลุมบริการระบบการเงินและธนาคาร, ระบบ ERP, โซลูชั่นองค์กร และ Cybersecurity ร่วมกับพันธมิตรด้าน Digital Technology ชั้นนำระดับสากล ทำให้สามารถออกแบบและบูรณาการโซลูชันได้ครบวงจร
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาโซลูชันใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ AI, Anti-Drone และ Quantum-safe Technology พร้อมต่อยอดจากฐานลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในการดูแลระบบหลักขององค์กร เช่น GHB system ระบบ Core Bank ของธนาคารออาคารสงเคราะห์, ระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลักของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) และระบบสารสนเทศของกรมที่ดิน รวมถึงการวางแผนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบ Public Outsourcing Services เพื่อสร้างรายได้ประจำที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

2.สายธุรกิจ Utilities & Transportations (SAV & TEDA) ตั้งเป้ารายได้ 6,800 ล้านบาท โดยเป็น SAV 2,600 ล้านบาท เติบโต 30% ด้วยโอกาสทางธุรกิจหลายด้าน โดยเฉพาะจากการเข้าประมูลโครงการ จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,300 ล้านบาท ควบคู่กับรายได้จากบริการ Overflight ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามปริมาณการบินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการเดินทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางจากเวียดนามและจีน อีกทั้งแผนการเปิดสนามบินแห่งใหม่ในนครโฮจิมินห์ยังช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของธุรกิจในระยะกลางถึงยาว
นอกจากนี้ SAV ยังมุ่งพัฒนาและปรับปรุงระบบด้านการบิน ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงและการกระจายที่มาของรายได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้เพียงช่องทางเดียวจากสัญญาวิทยุการบินในกัมพูชา พร้อมปรับตัวสู่การเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์สนามบิน (Airport Solutions) เช่น ระบบ FOD ตรวจหาวัตถุแปลกปลอมบนรันเวย์
ส่วน TEDA รุกงานสถานีไฟฟ้าอัจฉริยะ (Digital Substation) ด้วย Backlog ที่แข็งแกร่งกว่า 3,800 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ที่ 2,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 40%

3. สายธุรกิจ Digital Communications (SDC) ตั้งเป้ารายได้ 900 ล้านบาท เติบโต 57% หลังพลิกฟื้นมีกำไรต่อเนื่อง 6 ไตรมาส เดินหน้ารุกตลาดวิทยุสื่อสารดิจิทัล (Digital Trunk Radio)โดยมีแนวโน้มเติบโตจากการรับรู้รายได้ของโครงข่าย Trunk ซึ่งเป็นรายได้ในรูปแบบ Air-time รวมถึงการส่งมอบอุปกรณ์เพิ่มเติมในช่วงไตรมาสแรกของปี ในกลุ่มการแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยงานความมั่นคงชายแดน


“แม้ในปีที่ผ่านมาภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศจะชะลอตัว การเมืองขาดเสถียรภาพ แต่ผลการดำเนินงานของเรายังอยู่ในระดับที่ดี คาดว่าจะมีรายได้รวมที่เติบโตขึ้นกว่าปีที่แล้ว ส่วนปีนี้คาดว่าจะเป็นอีกปีที่ดีมากของบริษัท ทั้งการสร้างงานใหม่ การเพิ่มรายได้ และการเติบโตของกำไร ด้วยการเดินเกมรุกธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากเราจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) แล้ว เรายังเตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กร และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาวด้วย”วัฒน์ชัยกล่าวสรุป