“พ.อ.สรรพ์ชัย” ซีอีโอ NT เผยผลประกอบการปี 68 ดีกว่าที่คาดไว้เยอะจากแผนที่คิดว่าจะกำไรเพียง 300-400 ล้านบาทแต่ปิดปีที่กำไร 1,900 ล้านบาทซึ่งคาดว่าน่าจะจ่ายโบนัสให้พนักงานได้ ส่วนทิศทางปี 69 มุ่งสร้างผลงานนำภาครัฐเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัล เร่งขยายธุรกิจใหม่เน้นคลาวด์และโซลูชันด้าน Government Transformation ย้ำเปิดรับความร่วมมือกับพันธมิตรทุกเซ็กเตอร์ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส พร้อมเดินหน้าดัน Infrastructure Sharing ลดต้นทุนภาพรวมประเทศ

พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวว่า ผลประกอบการปี 68 ดีกว่าที่คาดไว้ เพราะจากแผนที่คิดว่าจะกำไร 300-400 ล้านบาท แต่กลับกำไรถึง 1,900 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการควบคุมค่าใช้จ่ายและไม่ได้มีเรื่องที่ไม่ได้คาดล่วงหน้า (คดีความ) เหมือนที่ผ่านๆมา
“เราคบคุมระบบหลังบ้านอย่างระบบ ERP ได้ดีมากขึ้น ทำให้ผลประกอบการเราดีกว่าแผนที่วางไว้ โดยมีธุรกิจด้านดิจิทัลที่ทำได้ดีและเราคาดหวังว่าจะเป็นแกนหลักในอนาคต มีการเติบโตสูงแต่ยังไม่เพียงพอที่จะทดแทนรายได้จากโมบายที่เป็นพันธมิตรได้”
สำหรับผลประกอบการปี 68 ที่ผ่านมา NT มีตัวเลขผลประกอบการที่ดีกว่าแผนธุรกิจโดยทำรายได้รวม 55,000 กว่าล้านบาท กำไรสุทธิ 1,900 ล้านบาท ซึ่งรายได้หลักมาจากกลุ่มธุรกิจสื่อสารไร้สาย กลุ่มโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มธุรกิจดิจิทัล ทั้งนี้ NT ตั้งเป้ารักษาลูกค้าและรายได้เดิมตามแผนธุรกิจโดยเน้นการปรับโครงสร้างงานที่เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานภายใน การใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่า และการจัดการต้นทุนที่เน้นลดรายจ่าย

สำหรับในปี 69 พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวชัดเจนว่า “ปี 69 จะเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับ NT หลังจากทำแผนเริ่มต้นคาดว่าจะขาดทุนประมาณ 6 พันล้านบาท เพราะรายได้จากพันธมิตรไม่มี และโครงการสมัครใจลาออก แต่เราพยายามจะทำให้ดีกว่าแผน ซึ่งเราเชื่อว่า NT จะขาดทุนปีนี้และปีหน้า แต่จะกลับมาบวกหรือกำไรหลังจากนั้น”
สำหรับทิศทางการดำเนินงานปี 2569 ของ NT ในฐานะองค์กรภาครัฐที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมในทุกมิติ เน้นการผลักดันกลุ่มธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมขยายบริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศสอดคล้องนโยบายยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลของรัฐบาล
กลุ่มธุรกิจดิจิทัลตั้งเป้าโตรับดีมานด์ภาครัฐ
NT คาดหวังกลุ่มธุรกิจดิจิทัลขยายตัวต่อเนื่องจากปี 68 ที่มีสัดส่วนการเติบโตหลักจากบริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และดิจิทัลโซลูชัน โดยเฉพาะภายใต้โครงการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC ซึ่งผลงานต่อเนื่องตลอดปี ได้แก่ คลาวด์กลางภาครัฐ GDCC (Government Data Center and Cloud) รวมศูนย์ข้อมูลหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยเข้ามาใช้งานร่วมกันบนคลาวด์กลาง โดยพัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565-2568 ปัจจุบันให้บริการจำนวน 62,748 VM รองรับการใช้งาน 1,202 หน่วยงาน 3,896 ระบบงาน ประหยัดงบประมาณรัฐแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท
การพัฒนาคลาวด์กลาง GDCC Open Data จากนโยบาย Cloud First ซึ่งเปิดให้บริการในปีที่ผ่านมาได้ให้บริการภาครัฐแล้วจำนวน 23,155 VM รองรับการพัฒนาระบบและโครงการสำคัญของภาครัฐ อาทิ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉิน การจัดทำเว็บไซต์โรงพยาบาลต่าง ๆ ระบบแพลตฟอร์มการชำระเงิน (Payment Platform) ระบบการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ฯลฯ
การขยายบริการโซลูชัน e-Office ภายใต้คลาวด์กลาง GDCC โดยเป็นระบบบริหารจัดการสำนักงานรูปแบบ e-Document / Paperless ที่พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการเป็นระบบดิจิทัลครอบคลุมหน่วยงานรัฐในทุกระดับทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นการสร้างรากฐานสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล ปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้บริการแล้ว 53.33% หรือจำนวน 4,152 หน่วยงาน จาก 7,842 หน่วยงาน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 115,569 ยูสเซอร์ และลูกค้าองค์กรภาครัฐ จำนวน 110 หน่วยงาน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 129,000 ยูสเซอร์
มุ่งสู่โอกาสธุรกิจใหม่ เปิดรับความร่วมมือพันธมิตรทุกเซ็กเตอร์
นอกจากการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของรัฐบาลและประเทศไทยหรือ Digital Transformation ยังคงเป็นวาระสำคัญของ NT ที่จะดำเนินการในปีนี้โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอีโคซิสเต็มคลาวด์ที่ครบวงจรเพื่อรองรับนโยบาย Cloud First และการให้บริการภายใต้โครงการ GDCC อย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบซอฟต์แวร์ (SaaS) แพลตฟอร์ม (PaaS) และโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) โดยเพิ่มบริการด้านบิ๊กดาต้าและAI มากขึ้น
ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสผลักดัน NT สู่ธุรกิจใหม่ซึ่ง NT ได้กำหนดแนวทางพัฒนาบริการที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีด้าน AI เข้ามามีบทบาทในการเสริมศักยภาพในการให้บริการมากขึ้น โดยพร้อมที่จะพิจารณาสรรหาพันธมิตรในธุรกิจด้านคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ไมโครเซอร์วิส ซิสเต็มอินทิเกรชัน และโซลูชันด้านการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลดิจิทัล เพื่อร่วมกันพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการใช้บริการของทุกภาคส่วนได้อย่างยั่งยืนโดยใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความเป็นหน่วยงานรัฐที่เชี่ยวชาญในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไทยอย่างยาวนาน มีลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก และการส่งเสริมจากนโยบายรัฐที่สามารถเพิ่มโอกาสการแข่งขัน
“NT เปิดกว้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมและพัฒนาธุรกิจใหม่ เพิ่มขีดความสามารถและความคล่องตัวในการดำเนินงานให้มีความหลากหลาย ลดความซ้ำซ้อน ลดต้นทุน ทั้งนี้ ให้ความสำคัญในการคัดเลือกพันธมิตรที่มีความโปร่งใส ดำเนินธุรกิจโดยปฏิบัติตามกฎหมาย มีจรรยาบรรณและมีมาตรฐาน เพื่อสนับสนุนศักยภาพให้ NT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างประโยชน์ให้เกิดกับประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนร่วมกัน”
ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไทยรองรับอาเซียน
NT มุ่งเน้นการดำรงเสถียรภาพและความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและดิจิทัล ให้สามารถสนับสนุนศักยภาพการพัฒนาประเทศและส่งเสริมให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางสำคัญที่ NT เร่งขับเคลื่อนในปีนี้ ได้แก่
ปรับจุดยืนเน้นบทบาท Neutral Infrastructure Provider ขับเคลื่อนการควบรวมโครงสร้างพื้นฐานกลาง (Infrastructure Sharing) รองรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ผ่านบริการ Single Last Mile ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการนำร่อง อาทิ โครงการเดินสายไฟเบอร์ทั่วประเทศ โครงการท่อร้อยสายใต้ดิน ฯลฯ การควบรวมโครงสร้างพื้นฐานกลางจะตอบโจทย์การใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยลดความซ้ำซ้อน ช่วยให้ประหยัดงบลงทุนในภาพรวมของประเทศ และส่งเสริมด้านภูมิทัศน์ของเมือง
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัลที่แข็งแกร่งมั่นคงสนับสนุนไทยเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลของภูมิภาคอาเซียนตอนบน โดยปีที่ผ่านมาการเปิดระบบเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ ADC ทำให้ NT มีระบบเคเบิลใต้น้ำรวมทั้งหมด 8 ระบบ ได้แก่ FLAG, SMW4, TIS, AAG, SJC, APG, AAE- 1 และ ADC ทั้งนี้ ภาพรวมโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำที่มีเส้นทางสำรองหลากหลาย (Diversity) เชื่อมโยงกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่และบริการระหว่างประเทศนับเป็นศักยภาพของ NT ในการเชื่อมต่อครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยรองรับความต้องการของผู้ให้บริการ OTT ระดับโลกที่จะมาลงทุนในประเทศไทย
นอกจากนี้ การร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจด้านบริการดาวเทียมวงโคจรต่ำกับ Eutelsat OneWeb ยังเป็นอีกหนึ่งโครงข่ายสื่อสารที่ขยายการเข้าถึงบริการดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยเสริมการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ซึ่งเพิ่มศักยภาพประเทศไทยรองรับการเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างมั่นคงทั้งนี้ NT ยังได้มุ่งผลักดันการบริหารความสมดุลของโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีเส้นทางเชื่อมข้อมูลออกสู่ต่างประเทศที่หลากหลาย (Balanced traffic) ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพรวมเสถียรภาพและความมั่นคงด้านโทรคมนาคมของประเทศไทย
“ปี 69 เราจะโฟกัสเรื่อง Data Governance การปรับโครงสร้างที่จะมีผลในเดือนเมษายน ซึ่งผมเชื่อว่า 90% เป็นรูปเป็นร่างแล้ว หมายถึงเราจะจัดการปัญหาเรื่องการซ้ำซ้อนต่างๆได้มากขึ้น ธุรกิจที่จะโฟกัสเป็นเรื่องดิจิทัลโซลูชันต่างๆ และธุรกิจดาวเทียมซึ่งจะมีพันธมิตรเพิ่มอีก 1-2 หรืออาจจะ 3 ราย ที่อยู่ระหว่างการเจรจา ภายในสิ้นปีนี้จะเห็นเกตเวย์ดาวเทียมต่างชาติอีก 2-3 รายที่จะมาอยู่กับ NT ส่วนธุรกิจโมบาย บรอดแบนด์ การแข่งขันสูงมากและเริ่มอิ่มตัว เห็นได้ว่าทุกเจ้าโฟกัสไปที่ดิจิทัลโซลูชันมากขึ้นซึ่งไม่แตกต่างกัน โดย NT มุ่งไปที่ดิจิทัลโซลูชันภาครัฐ โดยในปี 69 NT มีงบลงทุนประมาณ 4,900 ล้านบาทซึ่งลดลงมาอย่างมีนัยสำคัญหลังการควบรวม ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายหลังการปรับโครงสร้างเดือนเมษายน ผมเชื่อว่าไม่เกินสิ้นปีจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้อีก ไม่น่าจะต่ำกว่า 30%”
พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวสรุปว่า จากผลประกอบการ “คาดว่าปีนี้น่าจะมีโบนัสให้พนักงาน”