AOC 1441 เตือนภัยมิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เอไอเอส หลอกโอนเงิน

AOC 1441 เตือนภัย “มิจฉาชีพ” อ้างเป็น “เจ้าหน้าที่เอไอเอส-ตำรวจ” ข่มขู่เหยื่อเอี่ยวคดีฟอกเงิน หลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี สุดท้ายพบสูญเงินเกือบ 22 ล้านบาท

วงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่าในช่วงวันที่ 23 – 29 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย

คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 3,900,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนเทรดหุ้นน้ำมัน ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดต่างๆ ผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นโอนเงินเพื่อเริ่มเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้จริง ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเทรดหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพยังคงแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก

คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,198,349 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยมหิดล มิจฉาชีพแจ้งหมายเลขโทรศัพท์หน่วยงานให้ผู้เสียหายโทรติดต่อ เพื่อคัดลอกเอกสารชดเชยเงินครองชีพ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโทรติดต่อไปที่หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าว จากนั้นได้รับคำแนะนำให้เพิ่มเพื่อนทาง Line และให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ จนถึงการสแกนใบหน้าเข้าใช้งานแอปพลิเคชันของธนาคาร พบว่ายอดเงินในบัญชีได้ถูกโอนออกไปจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก

คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 3,587,998 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาผ่านช่องทาง Facebook เป็นการแจกสินค้าตัวอย่างให้ทดลองใช้ฟรี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกด Like กด Share และถ่ายภาพหน้าจอส่งทาง Line ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อทำกิจกรรม ต่อมาได้รับการชักชวนให้ลงทุนเพื่อรับผลตอบแทน ช่วงแรกได้รับเงินจริง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าเกิดข้อผิดพลาดจะต้องโอนเงินเพื่อยืนยันบัญชีเรื่อยๆ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

คดีที่ 4 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 10,462,875 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จาก AIS แจ้งว่ามีบุคคลนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในทางผิดกฎหมาย จากนั้นโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน จะต้องโอนเงินไปตรวจสอบหากไม่ให้ความร่วมมือจะทำการอายัดบัญชีและแจ้งข้อหาเพิ่ม ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปจนหมด จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 2,700,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนหารายได้พิเศษโดยลงทุนขายสินค้าออนไลน์ แจ้งให้โอนเงินสำรองทุนเพื่อสั่งสินค้ามาจำหน่ายและรอรับค่าคอมมิชชัน ช่วงแรกได้รับเงินจริง ผู้เสียหายจึงโอนเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าผู้เสียหายทำรายการผิดพลาด จะต้องโอนเงินไปเรื่อยๆ จนกว่าระบบจะเปิด ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินอีกหลายครั้งแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 21,849,222 บาท 

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 27 มิถุนายน 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้ 

1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,854,320 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,065 สาย 

2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 739,409 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,313 บัญชี 

3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 233,657 บัญชี คิด เป็น 31.60% (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 170,235 บัญชี คิดเป็น 23.02% (3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 104,972 บัญชี คิดเป็น 14.20% (4) หลอกลวงลงทุน 102,982 บัญชี คิดเป็น 13.93% (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 52,601 บัญชี คิดเป็น 7.11% (และคดีอื่นๆ 74,962 บัญชี คิดเป็น 10.14%) 

“จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้กลอุบายหลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างเป็น เจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ AIS ข่มขู่ผู้เสียหายว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ก่อนโอนสายให้กับผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี รวมทั้งยังพบเคสหลอกลงทุน หรือหารายได้พิเศษ และเคสอ้างเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย หลอกลวงให้ติดตั้งแอปฯ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 22 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หากมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบให้แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการติดต่อกับประชาชนโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด นอกจากนี้ไม่ควรดาวน์โหลดแอปฯ หรือกดลิงก์ที่ไม่รู้ที่มาแน่ชัดอย่างเด็ดขาด ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง”วงศ์อะเคื้อ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *