วันที่ 5 มีนาคม 2568 ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 2/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี (เข้าประชุม ผ่านระบบ Video Conference)ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมที่ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และผ่านระบบ Video Conference
ประเสริฐ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงดีอี ดำเนินการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการให้บริการประชาชน ตามข้อสั่งการของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันกระทรวงดีอี เตรียมที่จะร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ดำเนินการเชื่อมโยงการใช้ระบบ e-Office เพื่อบูรณาการการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลแบบไร้กระดาษ ( Paperless) สนับสนุนระบบการทำงานและบริหารจัดการภายในองค์กรของ สปน.
ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.)หรือ BDE ได้หารือร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เตรียมขยายโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพื่อการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในสาขาของปณท. ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เรียนรู้ และใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการสร้างรายได้ สร้างอาชีพเพิ่มขึ้น
สำหรับในการประชุมครั้งนี้มีการหารือร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานของกระทรวงดีอี โดยมีวาระในการร่วมพิจารณา 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1.การพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data กองทุนหมู่บ้าน
โดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI จะดำเนินการสนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เพื่อการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นได้มีการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจากกองทุนหมู่บ้าน 79,610 แห่งทั่วประเทศ สำหรับใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการในรูปแบบ dashboard ซึ่งจะใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล ผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม Big Data เช่น City Data Platform (CDP) ที่ใช้ในการบริหารจัดการและการพัฒนาท้องถิ่นของจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์กองทุนหมู่บ้าน
2. การดำเนินงานของศูนย์กลางข้อมูลสถิติด้านดิจิทัลของประเทศไทย (Thailand Digital Data Center (TDDC)) ภายใต้คณะทำงานจัดทำข้อมูลสถิติด้านดิจิทัลของประเทศไทย
โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จัดทำศูนย์ TDDC ขึ้น ในรูปแบบของบัญชีรายการข้อมูล (Data Catalog Concept) บนเว็บไซต์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งจะประกอบด้วย การรวบรวมรายการข้อมูล ดัชนี/ตัวชี้วัดตามชุดตัวชี้วัดสากลหน่วยงานรัฐต่างๆ เช่น WDCR ADIX OECD Toolkits เป็นต้น รวมทั้งรวบรวมรายการตัวชี้วัดตามแผนระดับต่าง ๆ ด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำ Dashboard เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละชุดตัวชี้วัด ซึ่งทั้งรายการข้อมูล และ Dashboard ดังกล่าว ได้ทำการเผยแพร่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ Website “tddc.gdcatalog.go.th” (ปัจจุบันมีชุดข้อมูลทั้งหมด 237 ชุดข้อมูล ณ วันที่ 28 มกราคม 2568)
3.การดำเนินโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2568
สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เตรียมจัดทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประชากรทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศ ตามที่อยู่จริง เพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากร โครงสร้างอายุและเพศ การกระจายตัว และลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญของประชากร รวมถึงลักษณะของที่อยู่อาศัยของประชากร โดยใช้เป็นฐานข้อมูลด้านประชากรและเคหะ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย วางแผน และติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงจัดหาสาธารณูปโภค และบริการภาครัฐให้แก่ประชาชนได้ตรงตามความต้องการอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ สสช.จะดำเนินการจัดทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะพ.ศ.2568 ในรูปแบบ Digital Census โดยประชาชนสามารถตอบแบบสอบถามผ่านทางออนไลน์ ร่วมกับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ระหว่างวันที่ 1 – 20 เมษายน 2568 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการให้ข้อมูล ซึ่งจะมีการชี้แจงรายละเอียดช่องทางการเก็บข้อมูล และวิธีการร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ในช่วงระหว่างวันที่ 21 เมษายน – 19 มิถุนายน 2568 เพื่อจัดเก็บข้อมูลของประชาชน ที่อาจจะไม่สะดวก หรือมีปัญหา/อุปสรรคในการตอบแบบสอบถามผ่านออนไลน์
4.การขับเคลื่อน (ร่าง) พ.ร.บ. ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม พ.ศ. ….
ตามที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.) หรือ ดีป้า ได้มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ครอบคลุมสาขาอุตสาหกรรมเกม แอนิเมชัน คาแรคเตอร์ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ ในปี พ.ศ.2566 มีสูงถึง 44,236 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการบริโภคในอุตสาหกรรมเกมถึง 34,288 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 77.5% โดยเป็นการนำเข้าสินค้าและบริการเกมเข้ามาบริโภคแทบทั้งสิ้น มีสัดส่วนที่ผลิตในประเทศเพื่อบริโภคและส่งออกมีเพียง 886 ล้านบาท ในขณะเดียวกันตลาดเกมไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของอาเซียนและมีอัตราการเติบโตสูง
ดังนั้นเพื่อเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกมให้เป็นอุตสาหกรรม New S-curve และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น จำเป็นต้องมีการวางกลไกและแนวทางการขึ้นทะเบียน กำกับ และการส่งเสริมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ โดยแยกจาก (ร่าง) พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ฉบับใหม่
5.ความคืบหน้าของบัญชีบริการดิจิทัล
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.) หรือ ดีป้าได้จัดทำบัญชีบริการดิจิทัล และเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการดิจิทัล (วิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น (Digital Startup))และบริการดิจิทัลที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเป็นหนึ่งในหมวดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการดิจิทัลร่วมพัฒนาระบบราชการไทย
สำหรับการขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล ดีป้า จะทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการดิจิทัลไทย รวมถึงสินค้าและบริการดิจิทัลที่ขอรับการขึ้นทะเบียน ไม่ว่าจะเป็น Software, Software as a Service, Digital Content Service, Smart Devices และ Hardware and Firmware ฯลฯ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานตามที่สำนักงานฯ กำหนด เช่น CMMI, ISO สำหรับ Software และ dSURE สำหรับ Smart Devices ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย การใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มั่นใจข้อมูลถูกจัดเก็บในประเทศไทยไม่รั่วไหล โดยจะต้องมีการระบุราคาที่ชัดเจน เชื่อถือได้ เป็นไปตามข้อกำหนดของกรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นกลไกหลักที่จะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการดิจิทัลไทย
ขณะเดียวกัน ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากบริการภาครัฐที่ได้รับการยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นของคนไทย สอดรับกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังจัดเตรียมแพลตฟอร์ม TECHHUNT ที่ได้รวบรวมสินค้าและบริการดิจิทัลจากผู้ประกอบการไทยที่มีคุณภาพ และมีข้อมูลชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันมีสินค้าและบริการดิจิทัลที่ขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัลแล้ว 615 สินค้าและบริการ จาก 91 บริษัท และอยู่ระหว่างการเชิญชวนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เข้ามาใช้บริการผ่านบัญชีบริการดิจิทัลแล้ว 5,515 หน่วยงาน
ในส่วนของความคืบหน้าการประกาศใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการร่วมรับผิดชอบของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล สื่อโซเชียล ในการชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมออนไลน์ หากมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดขึ้น โดยทางประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีหนังสือแสดงความกังวลเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มต่างๆ
“ในเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยกระทรวงดีอี ได้เตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือ และชี้แจงรายละเอียดของข้อกำหนดตาม พ.ร.ก. โดยยืนยันจะดำเนินการให้เป็นไปตามความเหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่มีผลกระทบสร้างความเสียหายให้กับประชาชน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว