MFEC ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันไซเบอร์ซีเคียวริตี้ แนะองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญ Generative AI คู่ไปกับการวางแผนกลยุทธ์เพิ่มเสถียรภาพความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น มอง AI เป็นส่วนเสริมมากกว่าทดแทนโดยมนุษย์ยังคงเป็นผู้ถือสิทธิขาดในการตัดสินใจ ชี้ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ยังเติบโตได้อีกมาก MFEC ตั้งเป้าในปี 2567 รายได้ทะลุ 6,734 บ้านบาท
แม้เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ภาพรวมตลาดไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในประเทศไทยในปี 2567 กลับพุ่งทะยานเติบโต 1.4 หมื่นล้านบาท หรือมีอัตราเติบโตทบต้นต่อปี(CAGR) 14.10% สาเหตุจากภัยไซเบอร์และความท้าทายรูปแบบใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายรุนแรงขึ้นอย่างทวีคูณ ผนวกกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคเศรษกิจและสังคมดิจิทัล ซึ่งผลักดันให้องค์กรจำต้องหาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพและเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์การตอบโต้เชิงรุกในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์อย่างเทคโนโลยี AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตลาดไซเบอร์ซีเคียวริตี้โตตัวบ่งชี้ความท้าทายจากภัยไซเบอร์ที่ต้องเผชิญ
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงสู่ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ผู้คนถูกรายล้อมด้วยสิ่งแวดล้อมดิจิทัล และมีความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างกันผ่านสื่อทางเทคโนโลยีมากขึ้น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้การใช้ชีวิตสะดวกสบาย และช่วยลดขั้นตอนการทำงานเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจมากขึ้น แต่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้านี้ยังตามมาด้วยความท้าทายจากภัยไซเบอร์ที่สูงขึ้นเช่นกัน
โดยจากข้อมูลการวิจัยของ Cybersecurity Ventures องค์กรชั้นนำด้านการวิจัยและเก็บรวบรวมสถิติด้านเศรษฐกิจและไซเบอร์ซีเคียวริตี้โลก คาดการณ์ว่าความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมทางไซเบอร์อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกถึง 9.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในปี 2567 และอาจสูงขึ้นถึง 10.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2568
ในขณะที่ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS เผยว่าการประเมินมูลค่าการลงทุนด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของไทยจากปี 2565 คาดว่าจะเติบโตทบต้นต่อปี (CAGR) 13% ไปอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาทในปี 2568 ทำให้รายได้รวมของอุตสาหกรรมระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของไทยเพิ่มขึ้นจาก 4.4 พันล้านบาทในปี 2565 พุ่งขึ้นเป็น 6.3 พันล้านบาทในปี 2568 หรือมีอัตราเติบโตเฉลี่ยทบต้นต่อปี (CAGR) 12.3% และธุรกิจให้บริการติดตั้งระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่น ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยทบต้นต่อปี (CAGR) ของรายได้อยู่ที่ปีละ 14.5%
ทั้งนี้อัตราการเติบโตของตลาดและมูลค่าการลงทุนด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญ และการตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในยุคที่ความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กรถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันทิศทางแนวโน้มการลงทุนจะมาจาก Integration Solution ในลักษณะการเป็น Single Partner, Enterprise Agreement, และธุรกิจ Security Managed Services โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดของโลกเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งรวมถึงตลาดไซเบอร์ซีเคียวริตี้มีความสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ การหดตัวของการลงทุนในประเทศไทยทำให้ลูกค้าของ MFEC เองก็ต้องปรับตัวตาม แต่ธุรกิจไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของ MFEC ยังคงเติบโตได้ดี และเป็นไปตามเป้าที่ได้วางไว้
ผู้บริหาร MFEC กล่าวว่า กระแสความนิยม AI ในปัจจุบันเป็นผลดีกับการทำธุรกิจของเราอย่างมาก ลูกค้ามีความเข้าใจง่ายขึ้นว่า AI จะมีส่วนให้ธุรกิจมีความก้าวหน้าและพัฒนาได้อีกมาก และพร้อมตอบรับการมาของ AI เป็นอย่างมาก
“เราใช้กลยุทธ์ Tech with Propose สร้างความมั่นใจและรักษาฐานลูกค้า และนำเทรนด์ AI มาต่อยอดเป็นบริการโซลูชันใหม่เพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้นจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน”
Generative AI ดาบสองคมทั้งโจมตีและปกป้องโลกไซเบอร์
Generative AI เป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและชาญฉลาด และมีบทบาทสำคัญในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ถือเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพทั้งในด้านการโจมตีและการป้องกันภัยไซเบอร์ การเข้าใจบทบาทและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรในการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต เพราะหากถูกนำมาใช้โจมตีทางไซเบอร์อาจยากจะรับมือ
แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นำความสามารถของ Generative AI มาใช้เพิ่มความสามารถในการดำเนินงานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้องค์กรต้องพึ่งพาโซลูชันความปลอดภัยบนพื้นฐาน AI มากขึ้นเพื่อตอบโต้เชิงรุกต่อภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI และในฐานะเครื่องมือต่อต้านภัยคุกคามไซเบอร์
“AI สามารถช่วยให้องค์กรวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ตรวจจับและจัดการกับภัยคุกคาม รวมทั้งแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วแม่นยำในขณะเดียวกันองค์กรจำต้องวางแผนกลยุทธ์ในการยกระดับแรงงานดิจิทัล (Digital workforce) และลงทุนในทักษะและความรู้ของทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มเสถียรภาพความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพ และก้าวนำหน้าอาชญากรไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”
ในส่วน ดำรงศักดิ์ รีตานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มองว่า เทคโนโลยีและระบบ Gen AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในธุรกิจไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค้นหาความผิดปกติในระบบ และปรับรูปแบบการใช้งานให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการโจมตี ในขณะเดียวกัน องค์กรจำเป็นต้องวางกลยุทธ์ในการพัฒนาบุคลากรแรงงานดิจิทัลให้พร้อมใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างยั่งยืน
“มนุษย์ยังคงเป็นนาย AI การนำ Gen AI มาใช้เพื่อต่อกรกับภัยไซเบอร์เป็นการช่วยผ่อนแรงมากกว่าการมาแทนที่ เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย ที่สุดแล้วก็ต้องการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของมนุษย์ การใช้เทคโนโลยีไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และ Gen AI เพื่อการป้องกันภัยเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการลงทุนในทักษะและความรู้ของบุคลากรทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง คือวิธีที่จะก้าวนำหน้าอาชญากรไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”
ดำรงศักดิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน MFEC มี Cybersecurity Engineer กว่า 120 คนที่พร้อมให้บริการ โดยบริษัทฯ วางแผนที่จะขยายตลาดและเติบโตในธุรกิจนี้อย่างก้าวกระโดดผ่านการเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มองค์กรขนาดกลาง (Mid-size) มากขึ้น รวมถึงการให้บริการแบบ Managed Service ครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากภาครัฐและเอกชน
”เรามุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพของบุคลากร ไม่เพียงแค่การเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยีแต่ยังรวมถึงการสนับสนุนให้บุคลากรได้รับการรับรองจาก Certificate มาตรฐานสากลต่างๆ ซึ่งแสดงถึงความเชี่ยวชาญและ ความพร้อมในการให้บริการด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ครบวงจร“
ล่าสุด MFEC ผนึกกำลังพันธมิตรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลกมากกว่า 20 ราย จัดงาน MFEC Cyber Sec Pro 2: The cybersecurity bridge between digital world and human ขึ้น เพื่อต้องการให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเห็นความสำคัญในการนำGenerative AI มาใช้ควบคู่ไปกับการวางแผนกลยุทธ์ในการยกระดับแรงงานดิจิทัล เพื่อเพิ่มเสถียรภาพความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น
บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็มเฟค (MFEC) เป็นผู้นำด้านการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)ครบวงจรตั้งแต่ การให้คำปรึกษาด้านการออกแบบโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศให้ตรงความต้องการ พัฒนา ฝึกอบรม และให้บริการหลังการขายสำหรับไอทีโซลูชัน บริการที่เกี่ยวเนื่องกับฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานของซอฟต์แวร์การปรับเปลี่ยนและขยายซอฟต์แวร์แพ็กเกจ ตลอดจนพัฒนาซอฟต์แวร์ตามความต้องการลูกค้า
ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในหลากหลายธุรกิจทั้ง กลุ่มธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม สถาบันการเงินอุตสาหกรรมการผลิต รัฐวิสาหกิจและสาธารณูปโภค และบริการทางการแพทย์
ในปี 2567 MFEC ตั้งเป้าจะมีรายได้เติบโตเฉลี่ยทบต้นต่อปี (CAGR) 11.4% จากปีที่ผ่านมา หรือมีรายได้ 6,734 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มไซเบอร์ซีเคียวริตี้ประมาณ 25% ทั้งนี้จากปี 2566 มีรายได้ประมาณ 5,400 ล้านบาท