SKY ชี้อุตสาหกรรมการบินโลกก้าวสู่ยุค “Intelligent Aviation” เตรียมส่ง AI–หุ่นยนต์อัจฉริยะ ดันไทยสู่ Aviation Hub

สกาย กรุ๊ป (SKY) เผยทิศทางอุตสาหกรรมการบินโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “Intelligent Aviation” ด้วยการผสาน Big Data, Agentic AI, Automation, Biometrics และ Robotics ยกระดับการบริหารสนามบินและสร้างประสบการณ์เดินทางไร้รอยต่อ พร้อมเปิดแผนเตรียมนำร่องหุ่นยนต์ Humanoid ในสนามบินสุวรรณภูมิช่วงปลายปี 2569 และพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ เพิ่มศักยภาพสนามบินไทยรองรับการเติบโตของผู้โดยสาร ผลักดันประเทศสู่ศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค (Regional Aviation Hub)

สิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมประชุมด้านการบินระดับนานาชาติในประเทศสิงคโปร์และกรีซในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา รวมถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองกับเครือข่ายธุรกิจการบินระดับโลก พบว่าอุตสาหกรรมการบินและการขนส่งทางอากาศกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเดิมที่มุ่งนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการบินอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี และการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาสนามบินในอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขยายอาคารผู้โดยสารหรือเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินเท่านั้น แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารจัดการข้อมูล การคาดการณ์สถานการณ์ และการให้บริการผู้โดยสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อจำกัดในการดำเนินงาน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมการบิน

เปิด 3 ระยะเปลี่ยนผ่านสู่สนามบินอัจฉริยะ

สิทธิเดช กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการบินสู่ยุค Intelligent Aviation สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ได้แก่

ระยะแรก Analyze & Predict เป็นการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลการบินผ่าน Aviation Data Hub ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในสนามบิน หรือ Integrated Data Platform เพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)

ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์แนวโน้มและสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สนามบินสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรภายในสนามบิน

ระยะที่สอง Personalized Services & Predictive Intelligence เป็นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะ Agentic AI เข้ามาวิเคราะห์ Aviation Big Data เพื่อพัฒนาบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลของผู้โดยสาร ระบบจะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการ เพื่อนำเสนอคำแนะนำและข้อเสนอที่เหมาะสมกับผู้โดยสารแต่ละคน เช่น การแนะนำสินค้าและโปรโมชันตามความสนใจ รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับจุดหมายปลายทางและแผนการเดินทาง

ขณะเดียวกัน AI ยังเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการเชิงคาดการณ์ โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการปฏิบัติงานและข้อมูลทางเทคนิคของอากาศยาน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ลดโอกาสเกิดข้อขัดข้อง และเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน

ระยะที่สาม Empowered – Autonomous Airport เป็นการพัฒนาสนามบินสู่ระบบอัตโนมัติ ด้วยการนำเทคโนโลยี Automation ทำงานร่วมกับ Big Data และ AI รวมถึงระบบยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ (Humanoid) และเทคโนโลยี Robotics เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสนามบิน ลดภาระงานบางส่วนของบุคลากร และอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Travel)

จับตาหุ่นยนต์ Humanoid และ eVTOL เทรนด์ใหม่ธุรกิจการบิน

สิทธิเดช กล่าวว่า อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมการบิน คือการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสอดประสาน โดยเฉพาะการนำระบบ Automation เข้ามาสนับสนุนการให้บริการภายในสนามบิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เติบโตขึ้น

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ได้แก่ หุ่นยนต์ Humanoid ซึ่งสามารถให้ข้อมูลและแนะนำบริการต่าง ๆ ภายในสนามบินได้คล้ายมนุษย์ รวมถึงหุ่นยนต์ทั่วไป (Conventional Robot) ที่สามารถช่วยขนย้ายสัมภาระหรือพัสดุในระบบสายพานของสนามบิน

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีอากาศยานไฟฟ้าขึ้นลงแนวดิ่ง หรือ eVTOL ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในฐานะรูปแบบธุรกิจใหม่ของอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศ ทั้งการให้บริการรับส่งผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า และภารกิจช่วยเหลือฉุกเฉิน โดย SKY ระบุว่า ปัจจุบันมีธุรกิจ eVTOL สำหรับขนส่งผู้โดยสารในประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 1–6 คนต่อเที่ยว ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้าด้วย eVTOL หรือ eVTOL Logistics มีศักยภาพในการเข้าถึงพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการคมนาคม เช่น พื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่ห่างไกล

เทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถประยุกต์ใช้ในภารกิจช่วยเหลือฉุกเฉิน เช่น การเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่บนอาคารสูง ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุ

ชี้ไทยมีศักยภาพก้าวสู่ศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค

สิทธิเดช กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีการบินในปัจจุบันถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับสู่การเป็น Regional Aviation Hub เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานสนามบิน และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน

ประเทศไทยยังได้รับความเชื่อมั่นในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและมาตรฐานการกำกับดูแลภายในสนามบิน โดยมีตัวอย่างความร่วมมือสำคัญ เช่น การจัดตั้ง Flight Operations Center of Excellence ภายใต้ Skywise ซึ่งเป็นศูนย์สนับสนุนธุรกิจการบินดิจิทัลระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับ Airbus และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) และทางวิ่งเส้นที่ 3 ของสนามบินสุวรรณภูมิ แผนพัฒนาสนามบินดอนเมืองระยะใหม่ รวมถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การพัฒนาโครงการเหล่านี้มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในอนาคตให้อยู่ในระดับ 150–200 ล้านคนต่อปี

นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของประเทศไทยยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ ยุโรป และออสเตรเลีย จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร (Transit Hub) และศูนย์กลางขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo Hub) ระดับโลก

ทั้งนี้ การเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินควบคู่กับการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้งาน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว

SKY เตรียมนำร่องหุ่นยนต์อัจฉริยะที่สุวรรณภูมิปลายปี 2569

สำหรับแผนดำเนินงานของ SKY สิทธิเดช กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาให้บริการภายในสนามบินของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสาร

เทคโนโลยีสำคัญที่บริษัทพัฒนาและให้บริการ ได้แก่ ระบบเช็กอินและออกตั๋วโดยสาร (Common Use Passenger Processing System: CUPPS) ระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (Advance Passenger Processing System: APPS) ระบบโหลดกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ (CUBD) ระบบประตูทางออกขึ้นเครื่องอัตโนมัติ (SBG) และเทคโนโลยี Biometrics

ปัจจุบัน SKY ให้บริการระบบ CUPPS ครอบคลุมสนามบิน 13 แห่งทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกิจการการบินและแพลตฟอร์มด้านการเดินทางและการท่องเที่ยว เพื่อรองรับความต้องการของผู้โดยสารและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

ในช่วงปลายปี 2569 บริษัทมีแผนนำร่องพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพิ่มเติม โดยเฉพาะหุ่นยนต์ Humanoid สำหรับให้บริการภายในสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาคพื้นดิน

การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง Aviation Tech as a Service ที่ SKY มุ่งนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการให้บริการภายในสนามบิน พร้อมขยายศักยภาพการให้บริการด้าน IT Solution แบบครบวงจร เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต

สิทธิเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า SKY จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานสนามบินไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *