Apple เปิดตัวฮาร์ดแวร์ชุดใหญ่ MacBook Pro จอสัมผัส, ชิป M6 บน MacBook Pro – iMac และ iPad mini จอ OLED

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา Apple ประกาศเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ไลน์อัปใหม่พร้อมกันถึง 4 ชนิด ในช่วงปลายปีนี้ ชูความก้าวหน้าด้านหน้าจอแสดงผล ประสิทธิภาพซิลิคอน และการประมวลผลโมเดล AI บนตัวเครื่อง (On-device AI) ได้อย่างครอบคลุมตั้งแต่ระดับพกพาไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับโปร

ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การก้าวกระโดดครั้งประวัติศาสตร์ของ Mac ด้วยการเปิดตัว MacBook Pro จอภาพ PROLED XDR ซึ่งนำเทคโนโลยี OLED สองชั้น (Tandem OLED) มาใช้เป็นครั้งแรก ให้ความสว่างสูงสุด 2,000 นิตทั้งเนื้อหา SDR และ HDR พร้อมคอนทราสต์ 10,000,000:1 รองรับขอบเขตสีทั้ง P3 และ Adobe RGB

อีกทั้งยังเป็น Mac รุ่นแรกที่รองรับระบบสัมผัส (Touchscreen) แบบเนทีฟ ผสานการทำงานร่วมกับฟังก์ชัน Dynamic Island บนระบบปฏิบัติการ macOS 27 ตัวเครื่องได้รับการปรับดีไซน์ให้บางและเบาลง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังชิปประมวลผล M5 Pro และ M5 Max รองรับหน่วยความจำสูงสุด 128GB พื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุด 16TB พอร์ต Thunderbolt 5 พร้อมระบบลำโพง 6 ตัวที่เพิ่มมิติเบสขึ้น 50%

วางจำหน่ายในขนาด 14 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 104,900 บาท และขนาด 16 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 124,900 บาท สำหรับรุ่นชิป M5 Pro ส่วนรุ่นชิป M5 Max ขนาด 14 นิ้ว เริ่มต้นที่ 161,900 บาท และขนาด 16 นิ้ว เริ่มต้นที่ 174,900 บาท

ขณะเดียวกัน Apple ยังได้เปิดตัว MacBook Pro รุ่น 14 นิ้ว ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป M6 เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมสถาปัตยกรรม CPU แบบ 12-core, GPU แบบ 12-core ที่ฝัง Neural Accelerator ในทุกคอร์ และสถาปัตยกรรม Dual 16-core Neural Engine มอบความเร็วในการประมวลผลกราฟิกและเวิร์กโหลดด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวเครื่องยังคงใช้จอภาพ Liquid Retina XDR สว่างสูงสุด 1,600 นิต พร้อมตัวเลือกกระจก Nano-texture รองรับ Wi-Fi 7, Bluetooth 6 และให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานสูงสุด 24 ชั่วโมง โดยเปิดราคาเริ่มต้นที่ 69,900 บาท

ด้านคอมพิวเตอร์ออลอินวันยอดนิยม iMac ขนาด 24 นิ้ว ได้รับการอัปเกรดมาใช้ชิป M6 เช่นเดียวกัน มอบประสิทธิภาพ CPU และกราฟิกที่แรงขึ้น ช่วยเร่งการทำงานสร้างสรรค์ทั้งงาน 3D งานกราฟิก และการประมวลผลโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) บนเครื่องผ่าน LM Studio ได้เร็วกว่าเดิม

มาพร้อมจอภาพ Retina 4.5K พอร์ตเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 รองรับ Wi-Fi 7, Bluetooth 6 และพอร์ต Gigabit Ethernet แบบ 2.5Gb ตัวเครื่องบางเฉียบมีให้เลือก 7 สีสันสดใส วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 52,900 บาท สำหรับรุ่นชิป M6 แบบ CPU 10-core / GPU 10-core และราคา 59,900 บาท สำหรับรุ่น CPU 12-core / GPU 12-core

ปิดท้ายด้วยการยกเครื่องแท็บเล็ตขนาดกะทัดรัดครั้งใหญ่ที่สุดกับ iPad mini รุ่นใหม่ ปรับดีไซน์บางลงเหลือเพียง 5.4 มม. และเพิ่มคุณสมบัติทนน้ำทนฝุ่นมาตรฐาน IP67 เป็นครั้งแรก ขยายหน้าจอ OLED ขอบบางลงเป็นขนาด 8.5 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 1,200 นิต พร้อมตัวเลือกกระจก Nano-texture ภายในขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผลระดับ 2 นาโนเมตร A20 Pro ที่เพิ่มประสิทธิภาพกราฟิกและ AI แบบก้าวกระโดด

ย้ายกล้องหน้า Center Stage 12MP มาไว้ที่ขอบแนวนอน เสริมด้วยจอภาพเสียง Acoustic Display และชิปไร้สาย N1 ควบคู่กับโมเด็มเซลลูลาร์ C2 รองรับทั้ง Apple Pencil (USB-C) และ Apple Pencil Pro วางจำหน่ายในสีมิดไนท์และสตาร์ไลท์ ความจุเริ่มต้น 128GB รุ่น Wi-Fi เปิดราคาที่ 24,900 บาท และรุ่น Wi-Fi + Cellular เริ่มต้นที่ 30,900 บาท โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเตรียมวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็วๆ นี้

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *