วันที่ 17 กันยายน 2569 ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 4/2569 และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ธปท. ก.ล.ต. ปปง. ตร. สมาคมธนาคารไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม





สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีวาระหารือเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดีอี สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ สพธอ. เพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนจากภัยออนไลน์

รมช.ดีอี กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่า นักเรียน นักศึกษาเป็นอีกกลุ่มที่มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกเรื่องทุนการศึกษา หลอกเช่าหอพัก หรือการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันต้องทำให้ข้อมูลเตือนภัยเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและลงลึกถึงระดับชุมชน
ทั้งนี้เราสามารถนำกลไกแบบดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยประสานความร่วมมือกับ กรมการปกครอง ผ่านกลไกการประชุมระดับอำเภอและการประชุมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประจำทุกเดือนอยู่แล้ว โดยสามารถเชื่อมโยงเข้าถึงชุมชนกว่า 77,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ นำสื่อประชาสัมพันธ์และข้อมูลเตือนภัยจากตำรวจไซเบอร์ กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มารวบรวมและอัปเดตทุกเดือน เพื่อส่งต่อข้อมูลภัยรูปแบบใหม่ไปถึงประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว





เช่นเดียวกับการประสานความร่วมมือกับ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อสร้างการประชาสัมพันธ์การตระหนักรู้เรื่องภัยออนไลน์ไปยังสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ให้นักเรียนและนักศึกษา รู้เท่าทันกลโกงและสามารถป้องกันตัวเองได้
“ที่สำคัญ เราต้องไม่หยุดเพียงการส่งข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องมีการติดตามและประเมินผลว่า สื่อประชาสัมพันธ์ หรือข้อมูลการสร้างความตระหนักรู้ได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่ และประชาชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ป้องกันตนเองได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้การประชาสัมพันธ์เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง และช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากการหลอกลวงออนไลน์ ผลความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” รมช.ดีอี กล่าว
ขณะเดียวกันที่ประชุมฯ ยังติดตามแนวทางการดำเนินการตามมาตรการเก็บข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ (Location) ในการทำธุรกรรมการเงิน รวมถึงการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ศปอท. ภายใต้มาตรา 8/6 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและรับมืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี
นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงประเด็นสำคัญคือ การขับเคลื่อนกรอบยุทธศาสตร์ National Anti-Fraud Master Plan เพื่อบูรณาการระบบและกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ พร้อมพิจารณาหลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามมาตรา 8/5 (6) หรือประกาศรายชื่อบุคคลบัญชีม้า
สำหรับการประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรการรับมือภัยออนไลน์ของประเทศ โดยมุ่งเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อ สกัดกั้นเส้นทางอาชญากรรม ลดความเสียหาย และเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนในการใช้บริการดิจิทัล อย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งประเด็นที่คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง คือ ปัญหาการใช้บริษัทนอมินีเป็นเครื่องมือสนับสนุนขบวนการอาชญากรรม ซึ่งจากหลายกรณีที่ปรากฏ พบความเชื่อมโยงของนิติบุคคลบางแห่งกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ทั้งในด้านการทำธุรกรรม การเคลื่อนย้ายเงิน และการอำพรางผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
ดังนั้น กระทรวงดีอีจะเร่งประสานความร่วมมือกับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการข้อมูล ตรวจสอบนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น ธุรกรรมและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนติดตามความเชื่อมโยงของบริษัทที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย เพื่อนำไปสู่การดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง
“เราต้องไม่หยุดเพียงการจับกุมมิจฉาชีพที่อยู่ปลายทาง แต่ต้องตัดวงจรและโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ให้บริษัทนอมินีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนขบวนการ Scam และอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทย” รมช.ดีอี กล่าวในที่สุด