16 ปี ETDA ประกาศ Big Move ปี 2570 ลุย 4 ภารกิจหลัก ‘Digital ID-AI Governance-SMEs Growth-กำกับแพลตฟอร์ม DPS’ ปักหมุดโครงสร้างพื้นฐาน Digital Trust ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัลไทย

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แถลงผลงาน 16 ปี ภายใต้แนวคิด “CO-CREATING A FUTURE OF DIGITAL TRUST” เดินหน้าวางรากฐานความเชื่อมั่นทางดิจิทัลของประเทศ เผยความสำเร็จปี 2569 พร้อมเปิดแผน Big Move ปี 2570 เร่งเครื่อง 4 ภารกิจย่อย ได้แก่ การขยาย Digital ID สู่เอกสารดิจิทัลที่ตรวจสอบได้, การยกระดับธรรมาภิบาล AI (AI Governance) จากหลักการสู่การใช้งานจริง, การดันโมเดล SMEs Growth เพื่อเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการ และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) อย่างเข้มงวดและโปร่งใส เพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 16 ETDA ยังคงทำหน้าที่เป็น “Co-Creation Regulator & Facilitator” เพื่อวางฐานความเชื่อมั่นดิจิทัล (Digital Trust) โดยปี 2569 ได้เร่งสร้างฐานระบบ ก่อนต่อยอดสู่การสร้าง Use Case ในภาคส่วนสำคัญและสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่าน 4 ภารกิจหลักสำหรับปี 2570 ดังนี้

1. ขยาย Digital ID สู่สิทธิและเอกสารดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ (Verifiable Credentials: VC) ผลงานปี 2569 : เดินหน้าวางโครงสร้างพื้นฐาน Digital ID ภายใต้ Digital ID Framework ระยะที่ 2 ทั้ง กฎหมาย มาตรฐานการพิสูจน์และยืนยันตัวตน และแนวทางที่รองรับการใช้งานของประชาชน นิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง

ปัจจุบันได้ออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจบริการ Digital ID ไปแล้ว 28 ใบอนุญาต มี e-Service ภาครัฐเชื่อมต่อ Digital ID แล้ว 1,797 บริการ (ณ เดือนมิถุนายน 2569) ครอบคลุมบริการสำคัญ ทั้ง Caregiver การเสียภาษี การเช็กสิทธิรักษาพยาบาล ย้ายทะเบียนบ้าน ฯลฯ ทำให้มีบัญชีผู้ใช้งานสะสม 162.63 ล้านบัญชี

และอีกก้าวสำคัญคือ การนำร่องเอกสารรับรองดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ หรือ VC กับเอกสาร Transcript พร้อมพัฒนาแนวทางให้ภาคธุรกิจตรวจสอบอำนาจและลงนามสัญญาออนไลน์ได้ผ่านผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ นำร่องเชื่อมข้อมูลอ้างอิงจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือสำหรับการพิสูจน์ตัวตนคนต่างด้าว ผลักดันให้เกิดบริการ Caregiver บนแอปพลิเคชันหมอพร้อม เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเปราะบางกับผู้ดูแล ลดความเสี่ยงจากการสวมสิทธิ

นอกจากนี้ ยังขยายองค์ความรู้และทดสอบการเชื่อมต่อผ่าน 3 เวทีสำคัญ ได้แก่ ETDA Bootcamp 2026 สร้างคนและ Use Case ด้าน Digital Trust, Digital Trust Thailand 2026 เชื่อมนโยบาย หน่วยงานกำกับ ผู้ให้บริการ และภาคธุรกิจ และ 15th Global Digital ID & VC Summit and Interoperability Testing Event ที่ร่วมกับ World Bank ทดสอบระบบไทยกับมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมพร้อมสู่ธุรกรรมดิจิทัลข้ามพรมแดน

เป้าหมายปี 2570: ETDA เร่งขยายผลสู่การแสดง “สิทธิและเอกสาร” ที่ตรวจสอบได้ ผ่านการวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการใช้เอกสารรับรองดิจิทัล (VC) และกลไกกำกับ VC Ecosystem ตั้งแต่การตรวจประเมินผู้ให้บริการ ไปจนถึงการจัดทำระบบขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการผ่าน VC Trusted List พร้อมนำร่องบัตรประชาชนในรูปแบบ VC ลดการยื่นสำเนาซ้ำ เปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น และร่วมกับ DGA และกรมการปกครอง เตรียมผลักดันบริการ Digital Document Wallet ให้คนไทยเข้าถึงเอกสารได้ทุกที่ ทุกเวลา

และเตรียมโครงสร้างสำหรับ Digital ID ของคนต่างด้าวในการเชื่อมต่อ e-Service ไทย และส่งเสริมบริการสำหรับนิติบุคคลผ่าน Integrated Document Signing Platform (IDSP) ที่ผ่านการทดสอบใน ETDA Sandbox เพื่อให้การตรวจสอบสิทธิ อำนาจ และการลงนามระหว่างองค์กรสะดวกและน่าเชื่อถือขึ้น

2. ยกระดับ AI Governance สู่การปฏิบัติจริงผ่านศูนย์ AIGPC ผลงานปี 2569: ETDA ได้มีการพัฒนาร่างกฎหมาย AI ควบคู่ไปกับการออกแนวปฏิบัติ (Guideline) ผลงานวิจัย ตลอดจนเครื่องมือ (Toolkit) รวมกว่า 12 เรื่อง พร้อมเป็นที่ปรึกษา และการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ใน 4 ภาคส่วน ได้แก่ การศึกษา กระบวนการยุติธรรม ภาครัฐ และภาคการเงิน ครอบคลุมกว่า 140 หน่วยงาน 

ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ AI Governance Framework สำหรับโรงเรียน ครู นักเรียน รวมถึง Responsible AI Solution ในกระบวนการยุติธรรม มีการอบรมหน่วยงานภาครัฐครบทั้ง 20 กระทรวงผ่าน AI Gov4Govt Program และสนับสนุนให้เกิดการทดสอบ Ethical LLM กับ AI Red Team Challenge ในภาคการเงิน ควบคู่กับการสร้างความรู้ด้านความเสี่ยงและธรรมาภิบาล AI ให้ผู้ใช้งานมากกว่า 120,000 คน ทั้งในและต่างประเทศ 

ขยายผลหลักสูตรนานาชาติAI Visionaries Programไปแล้วกว่า10 ประเทศ และสร้างเครือข่าย Certified Trainer สะสมไม่น้อยกว่า 89 คน เพื่อส่งต่อความรู้สู่บุคลากรภาครัฐทั่วประเทศ และประกาศความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาคผ่านเวที AI Governance Week 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 อีกด้วย

เป้าหมายปี 2570: ETDA ได้วางบทบาทการดำเนินงานของศูนย์ AIGPC หรือ AI Governance Practice Center เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมหน่วยงาน ผู้พัฒนา และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ผ่านกลไก AI Governance Sandbox โดยเฉพาะในกลุ่มการศึกษา เด็กและกลุ่มเปราะบาง และกระบวนการยุติธรรมที่ครอบคลุมประเด็นความเสี่ยง ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใส และความสอดคล้องกับกฎหมาย

เพื่อต่อยอดเป็นแนวปฏิบัติ ข้อเสนอแนะด้านมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม ส่วนในระดับสากลจะสนับสนุนการพัฒนาเกณฑ์ทดสอบความปลอดภัยของ AI หลายภาษา การปรับปรุงนโยบายและกรอบธรรมาภิบาล AI ให้เท่าทันการใช้งานจริง ควบคู่กับการพัฒนาผู้ประกอบการ AI และขยายความรู้ผ่านเครือข่ายและเวทีใหญ่ประจำปี AI Governance Week 2027 

3. ผลักดันโมเดล SMEs Growth ให้ “ใช้แล้วโตจริง” ผลงานปี 2569: จากผลสำรวจ Digital Maturity Index (DMI) ปี 2568 พบว่า SMEs ไทยมีความพร้อมด้านดิจิทัลเฉลี่ย 2.45 จาก 4 คะแนน เพิ่มขึ้น 3.81% แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ Digital Follower คือใช้ดิจิทัลเพื่อสื่อสารและขายสินค้า ขณะที่การใช้เทคโนโลยีกับธุรกิจหลัก เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างความได้เปรียบ ยังเกิดขึ้นไม่เต็มศักยภาพ

ปีนี้ ETDA จึงเร่งขยายโมเดล SMEs Growth ลงสู่ 4 ภูมิภาค 16 จังหวัด กับกลุ่มธุรกิจการค้า บริการและการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิต โดยเริ่มจากผล DMI สู่การวิเคราะห์ Pain Point เพื่อการปิด Gap ทั้งในมุมความรู้ การให้คำปรึกษา แล้วเชื่อมต่อสู่การจับคู่ธุรกิจกับผู้เชี่ยวชาญและ Technology Provider ซึ่งจุดเด่นของโมเดลคือ การเชื่อมจุดแข็งของพาร์ทเนอร์เพื่อตอบโจทย์ SMEs ในพื้นที่ อย่างครบวงจร

ทั้งdepa ผ่าน D-Transform และ D-Voucher เพื่อทดลองใช้ Digital Solution ฟรี  ร่วมกับ สสว. สนับสนุนค่าบริการพัฒนาธุรกิจผ่านโครงการ BDS “SME ปัง ตังได้คืน” ในด้านแหล่งทุน จับมือ SME D Bank ผ่านสินเชื่อ “SME D พร้อม” และ “ปลุกพลัง SME” ขณะที่ บสย. ช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ธุรกิจที่มีข้อจำกัดด้านหลักประกัน เป็นต้น ส่งผลให้เกิดการจับคู่ทดลองใช้เทคโนโลยีกว่า 108 คู่ ร่วมกับ Technology Provider 138 ราย และนำร่องกับกลุ่มร้านกาแฟและคาเฟ่  ร้านอาหาร ธุรกิจการผลิต และธุรกิจโรงแรม ถอดบทเรียนความสำเร็จ พัฒนาเป็น “SMEs Profile” แผนที่พัฒนาธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการรู้สถานะ ปัญหา เพื่อการหาโซลูชั่นที่เหมาะสม และเข้าถึงเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ เงินทุน และมาตรการสนับสนุนได้ตรงจุด

เป้าหมายปี 2570: ขยายผล SMEs Profile และขับเคลื่อนโมเดล SMEs Growth ร่วมกับพันธมิตรใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ การค้า/ค้าปลีก, การผลิต และการท่องเที่ยว โดยเน้นการติดตามผลลัพธ์เชิงรายได้ของประเทศ

4. คุมเข้มบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) สร้างความโปร่งใสและเป็นธรรม ผลงานปี 2569: ภายใต้กฎหมาย DPS ETDA ในฐานะ Co-Creation Regulator ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมการกำกับดูแล ผ่านการดำเนินงานหลักๆ ตั้งแต่ การนำแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบและตรวจสอบข้อมูลการประกอบธุรกิจฯ แล้ว 2,133 บริการ (ณ ส.ค.69) ทำให้ภาครัฐรู้ว่าใครเป็นผู้ให้บริการ ประชาชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สามารถติดตามตรวจสอบได้

พร้อมกำหนดหน้าที่และแนวปฏิบัติตามระดับความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม ผ่านการออกประกาศใหม่ที่พร้อมใช้งาน ทั้งด้านค่าธรรมเนียม บริการ Ride Sharing การป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีบนสื่อสังคมออนไลน์ และการจำหน่ายสินค้าที่ต้องมีมาตรฐาน และยกระดับศูนย์ 1212 ETDA จากช่องทางรับเรื่องร้องเรียนให้เป็น “เรดาร์ของระบบ” ที่วิเคราะห์ปัญหาและเชื่อมเรื่องไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงเพื่อให้เกิดกลไกการร่วมกำกับ

เช่น Online Marketplace ความปลอดภัยของบริการ Ride Sharing การคุ้มครองและเยียวยาจาก Online Fraud ตลอดจนเสนอแนะในการกำหนดค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่า GP พร้อมขยายผลผ่านแคมเปญ “DPS Trust Every Click” ปี 2 ที่มีผู้แทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม Workshop มากกว่า 338 คน เข้าถึงสื่อความรู้เกี่ยวกับ DPS กว่า 4.4 ล้านครั้ง สะท้อนความก้าวหน้าของการร่วมกำกับที่ทุกฝ่ายมีส่วนรับผิดชอบ

พร้อมนำข้อมูลปัญหาไปสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน ผ่านกิจกรรมเชิงพื้นที่ โดยทีม 1212 ETDA ลงพื้นแล้ว 10 จังหวัด ขณะที่โครงการ ETDA Digital Citizen ได้สร้าง EDC Trainer 2,387 ราย ครอบคลุม 77 จังหวัด 591 อำเภอ ถ่ายทอดความรู้ด้าน AI and Digital Literacy ให้ประชาชนกว่า 60,000 คน และมีผู้เข้าถึงสื่อการเรียนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ แล้วกว่า 5 ล้านครั้ง พร้อมเปิดเวที Ignite Creativity Challenge ปี 3 “แกร่งสู้โกง” และ Awakening Digital Literacy Creator 2026 ให้คนรุ่นใหม่แข่งขันสร้างสรรค์สื่อต้านภัยออนไลน์

เป้าหมายปี 2570: ETDA จะเร่งดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผ่าน 3 กลไก คือ 1. มุ่งบังคับใช้กติกาที่มีอยู่ให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามประกาศด้าน e-Marketplace และยกระดับมาตรฐานบริการ Ride Sharing 2. การป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการติดตาม การบังคับใช้มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ฉบับที่ 2 (มีผล 1 พ.ย. 69) ควบคู่กับ Content Moderation เพื่อป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และลดปัญหาเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และ 3. การดำเนินงานต่อเนื่องด้านค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่า GP เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอหรือมาตรการเพิ่มเติมและเตรียมจัดทำคู่มือกำกับ Application Marketplace เพื่อให้ประชาชนใช้บริการได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น

ดร.ชัยชนะ กล่าวสรุปว่า Digital Trust ไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี แต่เป็นรากฐานของคุณภาพชีวิต การเติบโตทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่ง ETDA พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลให้คนไทยอย่างยั่งยืน

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *