รีวิว iPhone 17 Pro Max กลายเป็นรุ่นคู่มือได้ไม่ยาก

การอัปเกรดมาเป็น iPhone 17 Pro Max ในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ได้อย่างลงตัว ทั้งการปรับดีไซน์ตัวเครื่องใหม่ รวมกับ iOS 26 ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ทำให้ iPhone 17 Pro Max ในปีนี้ทำงานได้อย่างลงตัว

แน่นอนว่าในเรื่องของดีไซน์ และการเปลี่ยนวัสดุ กลายเป็นจุดหลักที่ใครหลายคนตั้งคำถาม โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากไทเทเนียม มาใช้งานอะลูมิเนียมแบบชิ้นเดียวแทน พร้อมกับปรับมาใช้ฐานกล้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่นูนขึ้นมาชัดเจนจนถูกเรียกว่า “Plateau”

สิ่งที่น่าชื่นชม คือการจัดการด้านการยศาสตร์ แม้ตัวเครื่องจะหนักขึ้นเล็กน้อย แต่การกระจายน้ำหนักที่ยอดเยี่ยมทำให้ความรู้สึกในการจับถือนั้นดีกว่ารุ่นก่อน ไม่ได้รู้สึกถ่วงที่ส่วนบนอีกต่อไป ทำให้การใช้งานโทรศัพท์จอใหญ่ขนาด 6.9 นิ้วด้วยมือเดียวมีความมั่นคงและสบายมากขึ้น

พร้อมกันนี้ การเปิดตัวสีใหม่ที่โดดเด่นอย่าง Cosmic Orange ก็เป็นการเพิ่มทางเลือกที่น่าสนใจให้กับผู้ใช้ที่ต้องการความแตกต่าง แม้ว่าส่วนตัวแล้วจะเลือกใช้สีเซฟ อย่าง Deep Blue มาก็ตาม แต่สุดท้ายสีที่ขายดีสุดกลายเป็นสีเงิน ที่ออกโทนขาวๆ สว่างแทน

ในส่วนของการกลับมาใช้อะลูมิเนียม ทำให้การใช้งานเครื่องต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะตัวเครื่องจะเกิดรอยได้ง่ายกว่าไทเทเนียม แต่ก็ต้องยอมรับว่าการระบายความร้อนของ iPhone 17 Pro Max ทำได้ยอดเยี่ยมขึ้น เมื่อเทียบกับ iPhone 16 Pro หรือ iPhone 15 Pro รุ่นก่อนหน้า ที่เมื่อใช้งานหนักเครื่องจะร้อนจนถือไม่ได้

หน้าจอ กลายเป็นอีกจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก แม้ว่าหลักๆ แล้วคือการเพิ่มในเรื่องของการเคลือบสารลดแสงสะท้อนบนหน้าจอมาให้ พร้อมกับดันความสว่างสูงสุดขึ้นไปที่ 3,000 nits แต่กลายเป็นให้การแสดงผลที่คมชัดมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวานเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

ภาพรวมของตัวเครื่องยังมากับปุ่ม Action Button ทางด้านซ้าย ที่สามารถปรับแต่งเลือกใช้งานได้ตามชอบ ส่วนทางขวามีทั้งปุ่มปรับระดับเสียง ปุ่มเปิดเครื่องที่ใช้เรียก Siri และปุ่มควบคุมกล้อง อยู่เช่นเดิม พร้อมกับพอร์ต USB-C ที่เป็น DisplayPort รองรับการโอนถ่ายข้อมูลได้สูงสุด 10 Gbps มาให้ใช้

ความแรง ที่สมกับรุ่นโปร

ชิป A19 Pro ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรม 3 นาโนเมตร คือจุดเด่นหลักของ iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max ให้ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนในระดับ 20-30% ทำให้ทุกการใช้งานลื่นไหลและรวดเร็วอย่างน่าประทับใจ

โดยเฉพาะเมื่อใช้การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน การสลับไปมาระหว่างแอปพลิเคชันหนักๆ อย่างเกมและโปรแกรมตัดต่อวิดีโอทำได้อย่างราบรื่น แอปพลิเคชันไม่ถูกโหลดใหม่บ่อยครั้ง ทำให้ประสบการณ์ใช้งานต่อเนื่องและน่าพอใจ

อย่างไรก็ตาม พลังที่มหาศาลก็มาพร้อมกับความร้อน แม้จะมีระบบระบายความร้อน Vapor Chamber แต่ภายใต้การใช้งานหนักอย่างต่อเนื่อง เช่น การเล่นเกมกราฟิกสูง หรือการถ่ายวิดีโอ 4K นานๆ ตัวเครื่องยังคงร้อนขึ้น แต่ก็ระบายออกได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ขึ้น กับการจัดเรียงภายในใหม่ ทำให้ ใน iPhone 17 Pro Max สามารถใช้เล่นวิดีโอได้นานสุด 37 ชั่วโมง กับตัวเลขที่แอปเปิลเคลมมา ส่วนในการใช้งานจริงก็ต้องยอมรับว่าถ้าเป็นการใช้งานทั่วไป ตัวเครื่องอึดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้ามีการประมวลผลหนักๆ ถ่ายวิดีโอ ตัดต่อ ที่ใช้พลังงานเยอะๆ แบตฯ ก็ลดลงเยอะตามด้วย

กล้อง 48 ล้านพิกเซล ทุกระยะ

กลายเป็นจุดที่ไม่พูดถึงก็ไมไ่ด้ กับการอัปเกรดกล้องของ Apple ในรอบนี้ เลือกใช้เลนส์ Fusion Pro 48 ล้านพิกเซลให้ใช้งานทุกระยะ ตั้งแต่เลนส์หลัก เลนส์มุมกว้าง และเลนส์ซูม ทำให้สามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K120fps ได้ทุกระยะ พร้อมกับเพิ่มความละเอียดของภาพด้วย

ในส่วนของเลนส์ซูม ได้มีการปรับลดระยะเลนส์จาก 5x ในรุ่นที่แล้วลงมาเหลือ 4x ที่แอปเปิลมองว่า เป็นระยะที่ให้ความหลากหลายในการถ่ายภาพมากกว่า และยังสามารถที่จะซูมแบบไม่เสียรายละเอียดไปได้ถึง 8x โดยใช้การครอบเซ็นเซอร์จากที่จะได้ 24 ล้านพิกเซลในระยะ 4x เหลือ 12 ล้านพิกเซล ในระยะ 8x ซึ่งเพียงพอกับการใช้งาน

แน่นอนว่าด้วยโทนสีภาพของ iPhone ที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ทำให้ในการถ่ายแล้วถ้าต้องการโพสต์โซเชียลมีเดียทันที อาจจะไม่ค่อยถูกใจใครหลายกคน ที่ชอบโทนภาพสีสันสดใส อาจจะต้องปรับแต่งรูปภาพเพิ่มเติมสักหน่อย แตกต่างจากในฝั่งของ Android ที่จะปรับแต่งโทนให้อัตโนมัติ

ส่วนของกล้องหน้าเป็นอีกนวัตกรรมที่น่าสนใจของปีนี้ iPhone 17 ทุกรุ่น เลือกใช้กล้องหน้าเป็นเซ็นเซอร์สี่เหลี่ยมจัตตุรัส ทำให้สามารถถ่ายภาพทั้งแนวตั้ง และแนวนอน ได้แม้ว่าถือเครื่องตั้งอยู่ ช่วยให้ครีเอเตอร์ใช้งานได้สะดวกขึ้น พร้อมกับเพิ่มโหมดถ่ายวิดีโอจากกล้องหน้า และหลังพร้อมกันมาด้วย 

บทสรุป

iPhone 17 Pro Max จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนระดับท็อป อยากได้ทุกอย่างสุดทั้งชิป หน้าจอ และกล้องที่พร้อมใช้งานในทุกระยะ เพียงแต่ว่าด้วยวัสดุอะลูมิเนียมที่ปรับมาทำให้อาจจะต้องปรับตัวเล็กน้อยถ้าใช้งานแบบไม่ใส่เคส แต่ถ้าเป็นคนที่ใส่เคสอยู่แล้ว จุดนี้แทบไม่กระทบอะไร

ราคาของ iPhone 17 Pro เริ่มต้นที่ 43,900 บาท ส่วน iPhone 17 Pro Max อยู่ที่ 48,900 บาท

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *