NT เปิดผลงานครึ่งปีแรกรายได้ 41,118 ล้านบาท กำไร 4,110 ล้านบาท เร่งดันรายได้สิ้นปีเข้าเป้าหวังรักษากำไรตามแผนที่ 360 ล้านบาทหลังสิ้นสุดรายได้สำคัญจากพันธมิตรมือถือ เผยโครงการสำคัญขยายโอกาสธุรกิจรองรับอนาคตทั้งดาวเทียม LEO พันธมิตร JV พร้อมชูแนวคิดขับเคลื่อน ASEAN Digital Hub หนุนยุทธศาสตร์ประเทศ ส่วนเรื่องการหาพันธมิตรทั้งมือถือและบรอดแบนด์ คาดสิ้นปีสามารถสรุปข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ตรงตามความต้องการ NT ได้มากที่สุด
‘ทิศทางการโตของ NT ต่อจากนี้ไป ผมจะวิ่งไปข้างนอกมากขึ้น ผมเชื่อว่าข้างหลังบ้านด้านโอเปอเรชั่นเริ่มเห็นแล้วว่าจะไปอย่างไร ส่วนข้างนอกที่ยังไม่ไปหารายได้ เราก็ต้องวิ่งไปหามากขึ้น เพราะอยู่แบบเดิมมันก็ได้เท่านี้ จะมีการขอบอร์ดลงทุน เข้าไปถือหุ้นมากยิ่งขึ้นจะพยายามใช้กระแสเงินสดที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด สิ้นปีนี้จะมีอีกประมาณ 3-4 บริษัทน่าจะได้เห็น’พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าว
ส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรก 2568 NT มีผลดำเนินงานรวม 41,118 ล้านบาท จากธุรกิจโมบาย บรอดแบนด์ โครงสร้างพื้นฐาน และ บริการดิจิทัล โดยมีกำไรสุทธิ 4,110 ล้านบาท คาดสิ้นปีรายได้รวม 67,525 ล้านบาท และกำไรสุทธิเป็นไปตามแผนธุรกิจประมาณ 360 ล้านบาท ทั้งนี้โดยรวมดอกเบี้ยส่วนเพิ่ม อันสืบเนื่องจากรายการพิเศษค่าคดีความส่วนแบ่งผลประโยชน์ของ บจก. จัสมิน ซับมารีน เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำนวน 5,128 ล้านบาท
ทั้งนี้ NT มีกำไรครึ่งปีแรกสูงกว่าแผนธุรกิจเนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่าย ประกอบกับควบคุมปัจจัยภาพรวมการบริหารจัดการได้ดีโดยตัวเลข EBIT เพิ่มขึ้นขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าเสื่อมราคาลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564-2568 เป็นผลให้ NT ได้รับการพิจารณาให้ออกจากการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจหรือแผนฟื้นฟูกิจการ จากมติสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ NT ยังคงเน้นการดำเนินงานตามเป้าหมายอย่างเข้มข้นและเคร่งครัดภายใต้การกำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
(ดีอี) โดยมุ่งตอบโจทย์แผนตามยุทธศาสตร์หลักในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย การสนับสนุนภารกิจภาครัฐ และการพัฒนาองค์กร
ดันรายได้ครึ่งปีหลังเต็มสูบ มุ่งเป้าสิ้นปีกำไรตามแผน
พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวว่าหลังจากหมดอายุใบอนุญาตคลื่นความถี่ 850 MHZ,2300 MHz และ 2100 MHz ในเดือนสิงหาคม 2568 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างมากในการปรับทิศทางธุรกิจของ NT โดยเป้าหมายแรกคือการผลักดันรายได้สิ้นปีนี้ให้ทันตามแผนธุรกิจ มุ่งรักษาฐานรายได้เดิมของธุรกิจหลักคือ ธุรกิจโมบาย ซึ่งปัจจุบัน NT ได้โอนย้ายลูกค้าและให้บริการอย่างต่อเนื่องบนคลื่น 700 MHz พร้อมลดต้นทุนค่าโรมมิ่งโดยปรับแพคเกจเน้น 4G ซึ่งลูกค้า MY by NT สามารถใช้งานเพียงพอต่อการใช้งานทั้งการโทร และการใช้อินเทอร์เน็ต
ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นเป้าหมายสำคัญที่เน้นผลักดันเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างรายได้จากพื้นที่เช่าในทำเลศักยภาพสูงทั้งในกรุงเทพและจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ได้มีลูกค้าสนใจทำสัญญาหลายพื้นที่ โดย NT ได้ปรับระเบียบขั้นตอนในการหาผู้เช่าและการอนุมัติอัตราค่าใช้บริการที่คล่องตัว พร้อมกับร่วมมือพันธมิตรในการช่วยหาผู้เช่าเพิ่มขึ้น ร่วมกับการใช้ระบบข้อมูลภายในสนับสนุนเพื่อเร่งกระบวนการทำงานเร็วขึ้น ทั้งนี้ NT ได้ปรับการใช้พื้นที่ในโซนอาคารสำนักงานแจ้งวัฒนะทำให้ได้พื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นราว 10,000 ตารางเมตร ซึ่งจะเพิ่มเป็นพื้นที่เช่าต่อไป
“ปีนี้รายได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ประมาร 660 ล้านบาท ซึ่งบอร์ดอยากเห็นตัวเลข 1,000 ล้านบาทในปีหน้า”
สำหรับโอกาสในธุรกิจใหม่ NT เน้นเดินหน้าความร่วมมือพันธมิตร Joint Venture ที่สร้างรายได้ใหม่โดยเน้นด้านดิจิทัลและบริการคลาวด์ รวมถึงธุรกิจดาวเทียม การพัฒนาธุรกิจบริการด้านระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำ(LEO) เป็นหนึ่งในโอกาสสร้างรายได้ระยะยาวของ NT โดยปัจจุบัน NT ให้บริการเกตเวย์สำหรับเครือข่ายดาวเทียมของ Eutelsat One Web ที่สามารถเป็นต้นแบบความสำเร็จในการร่วมมือกับผู้ให้บริการรายอื่น ๆ เพื่อรองรับการใช้งานโดรนที่จะสามารถควบคุมด้วยระบบดาวเทียมในอนาคต
“กสทช.ให้ NT ขายบริการ One Web ในประเทศได้แล้ว ซึ่งเราเป็น Exclusive distributor โดยจะเป็น Lead ในการทำตลาดหน่วยงานรัฐ โดยคาดว่าภายใน 5 ปีน่าจะมีรายได้ในส่วนนี้ประมาณ 10 ล้านเหรียญสหรัฐและมีรายได้จากการให้บริการ gateway อีกประมาณปีละ 200 ล้านบาท”
ส่วนวงโคจรดาวเทียม 126 องศาตะวันออก อยู่ระหว่างการให้ที่ปรึกษาประสานงานกับ ITU เพื่อการประสานงานความถี่กับดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรใกล้ๆกันที่อาจมีการรบกวนความถี่ระหว่างกันของประเทศญี่ปุ่นและจีน โดย NT มองว่าเรื่องดาวเทียมหากลงทุนเองประมาณ 3,000 ล้านบาทอาจไม่คุ้มค่า เพราะจำเป็นต้องมีการ commit ความต้องการใช้งานจากทางภาครัฐซึ่งขณะนี้รอการเจรจาหาพันธมิตร 2-3 รายมาลงทุน
นอกจากนี้ NT ยังมีแผนขยายตลาดในส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้นของบริการกลุ่มดิจิทัล,ดาต้าคอม, บรอดแบนด์, CCTV, SI และอสังหาริมทรัพย์ โดยผ่านทีมขายส่วนภูมิภาคทั่วประเทศและมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นหลัก บวกกับการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในทุกด้านซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มระดับกำไรสุทธิให้เข้าเป้าตามแผน

ผลักดันแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตองค์กรและประเทศ
พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวต่อไปว่า นอกเหนือจากการสร้างรายได้กลุ่มบริการใหม่ มุ่งเน้นรักษาฐานรายได้เดิม และขยายความร่วมมือพันธมิตรดังกล่าวแล้ว การดำเนินธุรกิจของ NT ในฐานะหน่วยงานโทรคมนาคมหลักของประเทศ ยังมุ่งขับเคลื่อนแนวคิดโครงการสำคัญที่เป็นโอกาสทางธุรกิจ พร้อมกับสามารถสนับสนุนภารกิจภาครัฐและยุทธศาสตร์ของประเทศ
แนวทางการบูรณาการการใช้คลื่นความถี่ 850 MHZ ร่วมกับคลื่นความถี่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคลื่น Digital Trunk เพื่อประโยชน์ต่อประเทศในด้านความมั่นคง และรองรับการสื่อสารในภารกิจ/กรณีภัยพิบัติ โดยมั่นใจว่า NT ในฐานะโอเปอเรเตอร์ภาครัฐสามารถดำเนินการด้วยความพร้อมของอุปกรณ์โครงข่ายและบุคลากรทั่วประเทศ ซึ่งช่วยสนับสนุนภารกิจหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานความมั่นคงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ภัยพิบัติ ทั้งนี้ ยังต้องมีการรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้งานที่ชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐและประเมินความคุ้มค่าต่อไป
“เรื่องความถี่ 850 MHz กำลังให้ไปรวบรวมความต้องการภาครัฐมาทั้งหมดว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนด้านเครือข่ายที่เวนเดอร์ศึกษามาเบื้องต้นประมาณ 9,000 ล้านบาทหรือไม่ หากตัวเลขสมเหตุสมผลทั้งด้านการลงทุนที่ดูสูงเกินไปและความต้องการใช้งาน เราคงไปเจรจากับกสทช.ต่อไป”
นอกจากนี้ในเรื่องการขับเคลื่อน ASEAN Digital Hub ด้านNT พร้อมที่จะสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศในการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนด้าน Connectivity ในภาพรวม บนแนวคิดการขยายศักยภาพและความพร้อมในการรองรับการลงทุนด้านดิจิทัลของ Hyper Scale จากต่างขาติให้เข้ามาใช้ได้ทันที ได้แก่ การเพิ่มเส้นทางเชื่อมโยงเคเบิลใต้น้ำและภาคพื้นดินอย่างพอเพียง โดยเฉพาะเส้นทางสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เส้นทางเชื่อมต่อฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย, และเส้นทางไทย-สิงคโปร์ รวมถึงการบาลานซ์ทราฟิกออกนอกประเทศ, การบาลานซ์ทราฟิกระหว่างบนพื้นดินและใต้น้ำ และการเป็น Neutral ศูนย์กลางควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างประเทศในอาเซียน ซึ่งจะส่งเสริมประเทศไทยด้านความมั่นคงและการเป็นผู้นำด้านสื่อโทรคมนาคมของภูมิภาคในอนาคต
ส่วนเรื่องการหาพันธมิตรด้านมือถือและบรอดแบนด์นั้น สิ่งที่ NT ต้องการคือการเป็น marketing arm กับการให้บริการหลังการขาย ส่วนเรื่องการบริหารและการดูแลรักษาโครงข่าย NT ยังสามารถจัดการได้ดี ซึ่งหลังจากมีเอกชน 4 รายเสนอตัวเข้ามา ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าไปมากกว่านั้น ส่วนของ NT มีการตั้งคณะทำงานสรรหาพันธมิตรเพื่อร่วมให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์และบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมีรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานยุทธศาสตร์องค์กรเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ส่วนกรรมการมีผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมีประธานสหภาพฯและเลขาธิการสหภาพฯ ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปี 2568 จะได้ข้อสรุปร่วมกันว่าเงื่อนไขใดบ้างที่จะเป็นประโยชน์กับ NT
“ภายในสิ้นปีนี้เห็นเรื่องการ JV เห็นเรื่องการลงทุนของ VC ขนาดใหญ่ที่้ NTไม่เคยลงทุนขนาดนี้มาก่อน เห็นเรื่องดาวเทียมอีกตัวหนึ่งที่น่าจะได้ไลเซ่นต์และให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ อาจมีการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่ดำเนินการในลักษณะซอฟต์แวร์แอสอะเซอร์วิส ที่กำลังทำ Due Diligence อยู่อย่างน้อยก็ 1 หรือ 2 บริษัทมีทั้งอยู่และไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเห็นเรามีความสัมพันธ์กับไอเน็ตมากยิ่งขึ้น เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกันมากขึ้น เราอาจเข้าไปถือหุ้นบางตัวของบริษัทลูกไอเน็ต อีกเรื่องหนึ่งคือมีการคุยภาพใหญ่เรื่องการช่วยพัฒนาเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ด้านเซ็นเซอร์ มีการเจรจากับไต้หวันด้านการพัฒนาบุคลากรกับมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไต้หวัน มีเรื่องของการดึงผู้ประกอบการรายใหญ่ของไต้หวันมาลงทุนตั้งโรงงาน อยู่ระหว่างคุยกับภาครัฐว่าดีมานด์ในประเทศจะไปได้ขนาดไหน”