‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า กำชับเร่งเดินหน้า ‘โครงการในกรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า’ หวังส่งต่อมรดกวัฒนธรรม ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างแหล่งเรียนรู้ใหม่ของเมืองกรุงฯ
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า ครั้งที่ 1/2568 โดยมีจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

รองนายกฯประเสริฐ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ 1. บัญชีรายชื่ออาคารที่มีคุณค่าควรอนุรักษ์ในกรุงรัตนโกสินทร์ จำนวน 121 อาคาร เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนเครื่องมือทางการเงิน ด้านมาตรการส่งเสริมด้านภาษี (tax incentive) 2. การปรับปรุงสะพานระพีพัฒนภาคและสะพานบพิตรพิมุข บริเวณคลองโอ่งอ่าง โดยการปรับปรุงยกระดับท้องสะพานสูงขึ้นเป็น +2.00 ม. จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางเรือ 3. โครงการจัดตั้งหอเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์กฎหมายไทย พิพิธภัณฑ์ และหอจดหมายเหตุยกกระบัตร โดยปรับปรุงอาคารสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารหลักเมือง) ให้เหมาะสมแก่การเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้านกระบวนการยุติธรรมและพื้นที่สาธารณะใหม่ของเมือง
4. การออกแบบทางขึ้น – ลง สถานีรถไฟฟ้าและปล่องระบายอากาศ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) สัญญาที่ 2 ช่วงหอสมุดแห่งชาติ – ผ่านฟ้า และสัญญาที่ 3 ช่วงผ่านฟ้า – สะพานพุทธ ในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ โดยคำนึงถึงคุณค่าความสำคัญประวัติศาสตร์ของพื้นที่มาเป็นแนวคิดหลักการออกแบบ ที่รักษารูปแบบและอัตลักษณ์ของพื้นที่ และ 5. โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โดยพิจารณาในส่วนสถานีรถไฟฟ้า ทางขึ้น – ลง และปล่องระบายอากาศ ที่ขอเปลี่ยนแปลง บริเวณสถานีศิริราช สถานีสนามหลวง และสถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเห็นชอบตำแหน่งทางขึ้น – ลง และปล่องระบายอากาศบริเวณสถานีหลานหลวง
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้กำชับขอให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ผลกระทบต่อการจราจร และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อาจมีผลกระทบต่อโบราณสถาน ตลอดจนดำเนินการตามแนวทางลดผลกระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรม โบราณสถาน และหลักฐานทางโบราณคดี และรายงานผลการติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งออกแบบและสื่อความหมายให้สอดคล้องกับบริบทและคำนึงถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพื้นที่
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เร่งให้มีการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า โดยผลักดันให้มีแผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์และพัฒนาบริเวณเมืองเก่า และการทบทวนแผนปฏิบัติการฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาเมืองรวมทั้งเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า รายเมือง (เมืองเก่าพิษณุโลก เมืองเก่าสกลนคร เมืองเก่าแม่ฮ่องสอน เมืองเก่าน่าน เมืองเก่าบุรีรัมย์ และเมืองเก่าตรัง)