สกสว. ลุยแก้ PM 2.5 ปักหมุดเชียงใหม่ ทำแผนปฏิบัติการ เล็งเป้าคุมค่าฝุ่น ไม่เกินมาตรฐาน 50 วัน/ปี ลดสถิติผู้ป่วยนอนเตียงโรงพยาบาล 1,000 คน/ปี สกัดจุดฮอตสปอตการเผาในที่โล่งไม่เกิน 4,000 จุด /ปี “หมอสิริฤกษ์” คาดปี 69 ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัดบรรลุผลปลอดภัยไร้ฝุ่นควัน “ผู้ว่าฯ” ชู “หยุดเผา หยุดฝุ่น”
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2567 ที่ โรงแรมวินทรี ซิตี้ รีสอร์ท จ.เชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมภาคีเครือข่าย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดแผนเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 ระยะ 5 ปี ของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยวิจัย นวัตกรรม และกลไกภาคี PES ( Payment for Ecosystem Service ) โดยมีนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประชุม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า การกำหนดให้ใช้มาตรการหยุดเผาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ โดยต้องอาศัยความรู้ด้านวิจัย นวัตกรรมมาช่วยให้ความรู้หาวิธีกำจัดเศษซากวัสดุทางการเกษตรต่างๆ ทดแทนการเผาทำลาย โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นเรื่องดี ในฐานะหัวหน้าทีมฝ่ายปฏิบัติยินดีจะได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ และนวัตกรรมจาก กองทุน ววน. เพื่อให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ร่วมทำงานแก้ปัญหาไปพร้อมกัน
จากนั้น นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ( กสว. ) ขึ้นปาฐกถา เรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 8 เป้าหมายสำคัญ ของ กสว. และการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 มุ่งเป้าภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด โดยกล่าวว่าว่า จากนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกสว. 8 เป้าหมายสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทยต้องปลอดจากฝุ่นPM 2.5 ในปี 2569 และกำหนดพื้นที่เบื้องต้นใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยเป็นการขยายผลของการนำเอางานวิจัยมาใช้แก้ไขปัญหาฝุ่นควันPM 2.5 ทำงานแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “SRI for ALL”ของ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา
ประธาน กสว. กล่าวว่า ส่วนเหตุผลที่จัดงานครั้งนี้ในจังหวัดเชียงใหม่เพราะเป็นเมืองที่สำคัญในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวของประเทศ และยังอยู่ภายใต้เป้าหมายของการนำงานวิจัยไปตอบโจทย์ปัญหาที่กำลังเผชิญและต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5
“ปัจจุบันทั้งภาครัฐ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้เร่งระดมหาทางออกให้กับจังหวัดเชียงใหม่มาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดวิกฤตเมืองที่มีค่ามลพิษติดอันดับโลกให้กลับสู่ภาวะปกติ เอื้อต่อการอยู่อาศัย การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศ พร้อมส่งเสริมให้เป็นเมืองที่ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม”
นายแพทย์สิริฤกษ์ กล่าวว่า สกสว.และหน่วยงานภาคีจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ขึ้น นำไปสู่เป้าหมายดังที่กล่าวมา ถือเป็นการ “คิกออฟ” กระบวนการแก้ไขปัญหาฝุ่นPM2.5ในภาคเหนือตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทางกองทุน ววน. ได้จัดสรรงบประมาณในการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พื้นที่ จ.เชียงใหม่ ในปีงบประมาณ 2566 – 2567 ประมาณ 130 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2568 ขยายพื้นที่ครอบคลุม 8จังหวัดภาคเหนือตอนบน งบประมาณทั้งสิ้น 450 ล้านบาท และคาดว่าจะจัดสรรงบฯเพิ่มเติมในปีต่อไปอีก 450 ล้านบาทรวม 2 ปี 900 ล้านบาท
นายแพทย์สิริฤกษ์ กล่าวต่อว่า กสว.จะต้องเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้บรรลุผลภายใน 2 ปี โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ไปจนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 มีเป้าหมายคือ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนจะต้องปลอดฝุ่น PM 2.5 และไร้หมอกควัน ในเบื้องต้น ได้วางแผนปฏิบัติการ 3 ขั้นคือ
1.จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ไม่เกิน 50 วัน/ปี
2.ลดจำนวนสถิติผู้ป่วย COPD ที่แอดมิทครั้งแรก จากสาเหตุฝุ่นไม่ให้เกิน 1,000 คน/ปี
3.ลดจำนวน Hotspot (จากแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 จากการเผาในที่โล่ง) ที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่เกิน 4,000 จุด/ปี
ด้าน ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผอ.สกสว. กล่าวว่า สกสว.ในฐานะเลขากสว. มีบทบาทในการนำองค์ความรู้งานวิจัย และนวัตกรรมมาใช้แก้วิกฤต PM 2.5 โดยที่ผ่านมาระบบ ววน. มีการวางแผนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 มาอย่างต่อเนื่องประกอบด้วย 1) แผนงาน Haze Free Thailand และปัญหา PM2.5 (สนับสนุนทุนในปี2563-2567) 2) แผนงาน P24 แก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ โดยมุ่งประเด็นวิจัยนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนฝุ่นละออง PM 2.5 แบบมุ่งเป้าและบูรณาการ (สนับสนุนทุนในปี2566-2567) ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจากหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม (PMUs) ทั้งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ร่วมกันโดยกำหนดกลุ่มการดำเนินงานเป็น Work Package (WP) ตามมิติการดำเนินงาน ซึ่งปัจจุบันกำลังดำเนินการการขยายผลเพื่อบูรณาการความร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการฝุ่น PM2.5 ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ต่อไปในยุทธศาสตร์เป้าหมายของ สกสว.
ผอ.สกสว. กล่าวอีกว่า แม้จะมีความพยายามสนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่นด้วย ววน. หรือ วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม มาโดยตลอด แต่ก็ยังมีดีมานด์จากหลายภาคส่วนที่ยังเป็นช่องว่างของการแก้ปัญหาและต้องการการสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การศึกษาและการแก้ปัญหา PM2.5 จากแหล่งกำเนิดทุติยภูมิ ในปัจจุบันการแก้ปัญหาฝุ่นจากแหล่งกำเนิดส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาจากแหล่งกำเนิด “ฝุ่นปฐมภูมิ” คือฝุ่นจากการเผาไหม้เชื้อพลิงเศษวัสดุเกษตร หรือฝุ่นจากไฟป้า แต่ยังมีแหล่งกำเนิดสำคัญที่ต้องการการศึกษาและแก้ไขอย่างเร่งด่วนเช่นกัน คือ “ฝุ่นทุติยภูมิ” จากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (502) ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์(NOX) ก๊าซแอมโมเนีย (NH3) และกลุ่มก๊าซสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากการคมนาคม อุตสาหกรรม การเกษตร จากการปลดปล่อยของผืนป่าในธรรมชาติหรือมหาสมุทรที่สามารถเคลื่อนตัวข้ามทวีปได้ซึ่งกระบวนการเกิดฝุ่นทุติยภูมิ สัดส่วนของปริมาณฝุ่นทุติยภูมิ และแนวทางบริหารการจัดการ ยังต้องการการศึกษาและพัฒนาเป็นมาตรการและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป
“ในเดือนมกราคม 2568 นี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมติดตั้งอุปกรณ์ ACSM (Aerosolhemical Speciation Monitor) ตรวจวัดองค์ประกอบทางเคมีของ PM 2.5 เพื่อแหล่งกำเนิด วิเคราะห์หาสาเหตุต้นตอของการเกิด PM 2.5 ประเดิมติดตั้ง 3 แห่ง คือ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และสงขลา ภายในปี 2568”
ศ.ดร.สมปอง กล่าวว่า ในด้านการสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความคุ้มทุนเชิงเศรษฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง นอกจากการใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาแล้ว ระบบ ววน. ยังมีเป้าหมายการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย เพื่อพัฒนานวัตกรรมเชิงสังคมและนโยบายเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาจากรากเหง้า ทั้งความคุ้มค่าคุ้มทุนของการใช้เทคโนโลยีในแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรรวบรวมเศษวัสดุมาส่งต่อให้กลุ่มธุรกิจและได้ค่าตอบแทนที่คุ้มการลดต้นทุนเครื่องจักรขนาดเล็กสำหรับเกษตรกรรายย่อย การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งชีวมวล และสุดท้ายสิ่งที่สำคัญคือการสานพลังประชาชนให้ตระหนักและเข้าใจรวมถึงยินดีซื้อสินค้าเกษตรจากแหล่งเพาะปลูกและปรับเปลี่ยนโครงสร้างการปลูกพืชให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
นอกจากนี้ในการประชุมจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อหาช่องว่างของปัญหา และแนวทางการทำงานร่วมกับโครงการที่ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมได้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนความต้องการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในระบบวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (ววน .)ให้ร่วมแก้ปัญหาอย่างมีเป้าหมายและเป็นรูปธรรม มีการติดตามผลในแต่ละโครงการ
อนึ่งจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจาก สกสว.อย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในเรื่องการลดฝุ่นจากต้นกำเนิดการเผาในพื้นที่เกษตร การลดไฟในป่า การลดฝุ่นควันข้ามแดน และการบูรณาการฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจระดับพื้นที่ ตลอดจนการใช้กระบวนการวิจัยในการสร้างความเข้มแข็ง สร้างนักวิจัยชุมชน การสื่อสารสาธารณะ และการแก้ปัญหาเชิงนโยบายโดยผลจากงานวิจัยส่วนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ได้นำไปใช้ในการสนับสนุนการยกร่าง “พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด” ที่มีดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมาธิการและประธานอนุกรรมาธิการเป็นผู้ผลักดันให้การทำงานในพื้นที่มีเป้าหมายชัดเจนเป็นรูปธรรม