เดือนส.ค.2568 NT จะสิ้นสุดสิทธิการใช้คลื่นความถี่ 850 MHz 2100 MHz และ 2300 MHz หมายถึงรายได้จากพันธมิตรปีละเกือบ 4 หมื่นล้านบาทหรือกำไรเกือบ 1 หมื่นล้านบาท จะหายวับไปทันที เส้นทางเดินต่อไปไม่ซับซ้อนแค่เพิ่มรายได้ใหม่ ลดค่าใช้จ่ายพนักงาน 11,000 คนที่แบกจนหลังแอ่น
เรื่องพูดง่ายแต่ทำยาก แจกแจงรายละเอียดได้ประมาณธุรกิจโมบาย 5G เลิกเพ้อเจ้อฝันกลางแดด หันไปโฟกัสแค่ 4G ด้วยวิธีรีบย้ายลูกค้า 850 MHz เดิมมาอยู่บนความถี่ 700 MHz ที่วันนี้ ‘เข็ด’ แล้วกับการประมูลคลื่นในสภาพรัฐวิสาหกิจส่วนบรอดแบนด์ยังได้ไปต่อหลังออกอาการถอดใจช่วงแรก ด้วยการหาพันธมิตรแบ่งบริการเป็นโซนที่เดิมคุยกับไชน่าโมบายแต่ไม่ลงตัว แต่ยังมีหวังกับรายใหม่ ด้านธุรกิจดาวเทียมเฉพาะแค่เรื่อง อินฟราสตรักเจอร์ก็มีโอกาสทำรายได้ถึงพันล้านบาท พร้อมรับดาวเทียม LEO อื่นนอกจากวันเว็บที่คาดว่าจะมีอีก 2 ราย ส่วนด้านธุรกิจดิจิทัล ติดปีกจากนโยบายคลาวด์ เฟิร์สที่คาดว่าจะมีรายได้ถึงระดับหมื่นล้านบาท
ส่วนประเด็นคาใจพนักงานเรื่องปรับโครงสร้าง ที่ลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 5,000 ล้านบาท ก็ต้องรอเวลาพิสูจน์ความจริงใจที่การเกลี่ยสิทธิประโยชน์และผลตอบแทนให้อยู่ในระดับเดียวหรือใกล้เคียงกัน กับผู้บริหารระดับสูงที่จำเป็นต้องไม่มีอคติแบ่งพรรคแบ่งพวกว่าจะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหากเป็นแค่ลมปากหวานหู ไม่ทำให้เกิดขึ้นได้จริง อนาคตองค์กรนี้ก็ไม่ต้องเปิดไพ่ยิปซีหรือ ผูกดวง ดูดาว ก็พอเห็นได้ไม่ยากเย็นนัก
‘ปีหน้าทุกสายงานจะมีจ็อบที่ชัดเจน เลเวลการตัดสินใจจะลงไปที่กลุ่มงานมากยิ่งขึ้น จากเดิมเห็นไม่ตรงกัน ทุกเรื่องจะวิ่งมาที่ซีอีโอ ต่อไปกลุ่มงานจะเป็นพระเอกที่คอนโทรลเรื่องการดำเนินงานให้เป็นแบบเดียวกันแต่โครงสร้างไม่หยุดเท่านี้ต้องปรับเรื่อยๆเราจะเริ่มลีนลงและพร้อมที่จะออกเดิน’พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าว

โครงสร้างใหม่ร้องกันระงม
โครงสร้างใหม่ที่ประกาศใช้ 27ธ.ค.67 ประกอบด้วย 6 กลุ่มธุรกิจคือกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ กลุ่มสื่อสารไร้สาย กลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจดิจิทัล และกลุ่มธุรกิจไอซีที โซลูชัน พร้อมทั้งมีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง ระดับกลางและระดับต้น
ท่ามกลางเสียงร้องระงมของพนักงาน เช่น ‘N2 ไม่เกิน 2ปีสูญพันธุ์หมด ทำไงได้ ในเมื่อคนที่พอมีเสียงบ้างก็ต้องรักษาเก้าอี้ตนเอง พนักงานจะไปพึ่งใครได้ นี่แหละปลาเล็กกินปลาใหญ่ พนักงาน N2 ขาดที่พึ่งจริงๆ’ หรือ ‘ไม่ผิดหวังเป็นไปตามคาด คน N1ผงาดขึ้นเป็นฝ่ายบริหารทุกระดับ แบบนี้เหรอคือการควบรวม หรือ ควบรวมอำนาจเพื่ออำนาจของคนตัวเองกันแน่ บางคนทำงานมาเกือบ 20 ปีแต่โดนโยกไปที่อื่นเพื่อเอาคนตัวเองขึ้นมาเสียบแทน ทำงานเป็นหรือไม่ ไม่รู้เพียงแต่ขอให้เป็นคนของตนเอง สงสารองค์กรจริงๆ’
ด้านพ.อ.สรรพชัยย์ชี้แจงว่า ‘ที่ผ่านมาเรื่องโครงสร้าง พยายามลดแบบออแกนิค รองกจญ.ยุบก็ไม่ตั้ง จาก 1 ม.ค.64 มี 20 รอง ตอนนี้เหลือ 10 รอง พอรองยุบ ผู้ช่วยกจญ.ก็ยุบ ฝ่ายก็ยุบ ส่วนก็ยุบ กระทบหนักๆก็คือส่วน ส่วนน่าจะลอยเป็นหลักเกือบร้อยละมั้งเพราะยุบไป2รอบแล้วถ้าส่วนบางคนไม่สามารถเติมเต็มในตำแหน่งที่ว่างได้ทั้งหมดเพราะ skill ไม่ตรงกัน ก็เป็นภาวะจำยอมที่ระงมกันพอสมควร’ พร้อมย้ำว่า ‘จริงๆผมสลายไปหมดแล้ว NT1 NT2 แต่การทำงานข้างล่าง มันยังมีกระบวนการที่ยังไม่เหมือนกัน แต่จะค่อยๆกลมกลืนกันไปเรื่อยๆ ปีหน้าผมไม่ต้องการใครที่ว่าของ NT1 หรือ NT2 แต่มันต้องมี NT เดียว’
ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในส่วนพนักงานอยู่ที่ประมาณ 35% ของต้นทุนรวม ซึ่งสูงมากเทียบกับโอเปอเรเตอร์อื่นที่ประมาณ 5-7% NT มีแผนที่จะลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ภายในปี 72 ให้เหลือ 25% ซึ่งต้องทำใน 3 ส่วนคือ1.ในเรื่องเกษียณ ขั้นต่ำปีละ 600-700 คน 5 ปีก็ 3,000 คน NT ตั้งเป้าปี 70 จะเหลือพนักงานสัก 7,000 คนตอนนี้มีอยู่ 11,000 คน 2.โครงการเกษียณก่อนกำหนด ตามมติบอร์ดเหลืออยู่อีก 2 ครั้งที่สามารถทำได้ แต่คิดว่าปี 68 คงไม่ทำแต่จะไปทำปี 69 ซึ่งคาดว่าจะได้เต็มยอด 1 พันคน 3.รับคนใหม่ ก็จะเป็นในบริษัทลูกที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายไปเหมือนเป็นค่าจ้างทำของ 3 เรื่องนี้เป็นแนวทางที่ทำให้ค่าใช้จ่ายพนักงานลดลงไป
อีกส่วนที่เกี่ยวกับพนักงานคือรายได้ต่อหัวเทียบแล้วต่างจากค่ายอื่นพอสมควร ต้องมีกระบวนการไดร์ฟ รวมถึงเรื่องบริการหลังการขาย ปีหน้าจะออกนโยบายให้พนักงาน 1 คนต้องดูแลลูกค้าใกล้บ้านตัวเองสัก 5-10 คนเป็น KPI ในการประเมินผลการทำงาน รวมถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้วยเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมไม่ใช่เฉพาะเซลล์หรือฝ่ายปฎิบัติการลงไปทำ
‘ลูกค้าใกล้บ้านผมจะเป็นคนไปถามสารทุกข์สุขดิบของการใช้งาน ไปช่วยรับบิลมาจ่ายให้ เพื่อให้ใกล้ชิดลูกค้า กำลังหารือกันอยู่ว่าจะให้เพื่อนพนักงานเราทำอย่างนี้จะได้มั้ยเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม’ พ.อ.สรรพชัยย์กล่าวถึงบทบาทใหม่พนักงาน
ในขณะที่การลดค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ NT ทำได้ดีในปีนี้ จากผลประกอบการปี 67 ที่คาดว่าจะมีรายได้ 84,963 ล้านบาทและจากแผนที่วางไว้ว่าจะขาดทุน 5,000 ล้านบาท ก็อาจขาดทุนประมาณ 230 ล้านบาท(ไม่รวมที่แพ้คดีทีทีแอนด์ที 4,900 ล้านบาท) ปีนี้ถึงรายได้ไม่สูงกว่าแผนแต่ก็ไม่ได้ต่ำกว่าแผนมาก แตกต่างไม่เกิน 1% ขึ้นอยู่กับแต่ละเซ็กเตอร์แต่สิ่งที่ทำได้ดีคือค่าใช้จ่ายสามารถควบคุมให้ต่ำกว่าแผนได้ 5,000 ล้านบาท ซึ่งอีก 1-2 ปีนี้ยังมีช่องทางลดค่าใช้จ่ายได้ กรณีทีทีแอนด์ที 4,900 ล้านบาทก็มีคดีที่ NT เป็นเจ้าหนี้ทีทีแอนด์ทีเหมือนกันแต่คนละคดี ซึ่งบอร์ดให้ความเห็นว่าตามกระบวนการทางบัญชี NTก็ลงบัญชีไปแต่ในกระบวนการขอหักกลบลบหนี้ NT ก็ทำเรื่องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไปว่า NTเป็นเจ้าหนี้ 7 หมื่นล้านบาท ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าพนักงานว่าจะให้ NT หักกลบเท่าไหร่ ซึ่งถ้าให้หักกลบหมดเลยก็แปลง 4,900 ล้านบาทกลับมาเป็นรายได้ในปีหน้า
‘ปีหน้าเราทำแผนกำไร 360 ล้านบาท ถ้ามีตรงนี้กลับเข้ามา ก็มีความเชื่อมั่นว่าปีหน้าต้องทำกำไรให้ได้’
พ.อ.สรรพชัยย์กล่าวในประเด็นผลตอบแทนพนักงานที่หากทำได้จริงจะเป็นสิ่งที่ดีมาก ‘เรื่องสิทธิผลประโยชน์ผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน ผ่าน Management Committee หรือ MC เข้าไปสู่กรรมการกิจการสัมพันธ์ ที่มีตัวแทนสหภาพฯอยู่ด้วยเกี่ยวกับผลตอบแทนเพื่อเกลี่ยให้เท่ากัน (ไม่ใช่ทุกคนจะได้สูงสุดตามที่ต้องการ บางเรื่องอาจสูง บางเรื่องอาจต่ำ แต่เฉลี่ยกลับมาให้เท่ากันหรือแตกต่างน้อยที่สุด) รอผลตอบกลับมาว่าเห็นชอบหรือไม่ แล้วจะนำไปเข้าบอร์ดอีกที แต่เนื่องจากเป็นเรื่องสภาพการจ้าง หากพนักงานไม่ยินยอม ก็ต้องยอมรับว่าไม่สามารถถูกโปรโมทเพื่อเป็นผู้บริหารได้’
มือถือเจียมตัวเน้นแค่ 4G
ด้านธุรกิจสิ่งที่อยู่ในความสนใจมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องท่าทีด้านโมบายหรือธุรกิจโทรศัพท์มือถือ หลังจาก NT ประมูลคลื่น 700 MHz ได้มาในราคาสูงลิบลิ่วกว่ารายอื่นเท่าตัว วันนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า NT น่าจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวทำตลาดในวงที่ยอมรับได้
‘โมบาย เรามีส่วนแบ่งตลาด 2% เราไม่อาจหาญไปสู้กับโอเปอเรเตอร์รายอื่น แต่เราพยายามรักษาราคาที่จับต้องได้เพื่อให้ประชาชนบางส่วนที่พอรับกับคุณภาพที่ NT จะโฟกัส 4G ไม่ไปโฟกัส 5G เพราะไม่อยากมีค่าโรมมิ่งที่มากเกินไป กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 4G ของ NT ก็จะเป็นกลุ่มประชาชนที่พอใจเน็ตเวิร์ก 4G กับอีกส่วนคือเอ็นเตอร์ไพรส์ และมีกลุ่มต่างประเทศที่อยากลงทุน 5G มากแต่เราก็มีเงื่อนไขว่าเวลามาลงทุน เราต้องการดีมานด์ที่เค้าไดร์ฟมาให้ด้วย ปีหน้าจะเป็นปีที่ต่างชาติหลายๆเจ้า วิ่งเข้ามาลงทุนแล้วในฐานะ NT อยู่ในโพสิชั่นที่ต่างชาติก็ต้องการเข้ามาคุย’
ส่วนเรื่องความถี่ ทั้ง 3 คลื่นที่สิ้นสุดสิทธิการใช้งานนั้น พ.อ.สรรพชัยย์กล่าวว่า ‘เรื่องความถี่ที่หมดอายุการใช้งานทั้ง 850 MHz 2100 MHz และ 2300 MHz นั้นตัวอุปกรณ์ไม่ใช่ของ NT 850 MHz อุปกรณ์เช่า BFKT 2100 MHz อุปกรณ์เช่า AIS 2300 MHz อุปกรณ์เช่าดีแทค คลื่นเท่านั้นเป็นของเราและลูกค้าก็กำลังย้ายขึ้นคลื่น 700 MHz ตามแผน (ตอนนี้มีดับเบิลคอสอยู่แต่ลูกค้ากลุ่มเดิม) แล้วรีบปิดระบบ 850 MHz ให้เร็วที่สุด โดยลูกค้าเดิมที่ทำ Over The Air สิ้นปีจะได้ 3 แสนราย แนวทาง NT ถ้าออกแรงเพื่อให้ได้คลื่นมาไม่คุ้มค่าเทียบกับการจ่ายค่าเช่าอุปกรณ์ เลยไม่ลงไปให้ความสำคัญประเด็นนี้ แต่หากกสทช.เปิดประมูลทั้ง3คลื่นแล้วบวกกับ 2600 MHz 3500 MHz เราก็จะดูว่ามีอะไรแบบไหนได้บ้าง ถ้ามีพันธมิตรแบบผูกกันมาก่อนเราก็จะพิจารณาอย่าลืมว่า พวกสมาร์ทต่างๆที่จะเกิดขึ้นมาอนาคต เป็นสมาร์ทของภาครัฐทั้งสิ้น ไม่ว่าสมาร์ทมิเตอร์ สมาร์ทซิตี้คือนโยบายภาครัฐ เพราะฉะนั้นภาครัฐควรต้องมีคลื่นเพื่อโพรวายเรื่องพวกนี้หรือไม่ รวมทั้งเรื่องความมั่นคงแต่สรุปหากราคาสูง NTคงไม่เข้า เราเข็ดจากประสบการณ์การเป็นรัฐวิสาหกิจแล้วเข้าประมูลมันไม่ง่าย’
บรอดแบนด์รอร้อรอหาพันธมิตร
ด้านธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์นั้น ยังถือว่ามีอนาคตสำหรับ NT เพราะสัดส่วนรายได้จากบรอดแบนด์มีประมาณ 20% หลังจากท่าทีตอนแรกถอดใจทิ้งไปแล้ว
‘ปีหน้าที่จะเห็นคือบรอดแบนด์ เรามีลูกค้าประมาณ 2 ล้านราย ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20-30% แสดงว่ายังโตได้ต้องหาวิธีมา เรามีทรัพย์สินอยู่มากเหมือนกัน จะเปิดรับพันธมิตรอาจแบ่งเป็นพื้นที่ ให้รองกจญ.มรกตรับผิดชอบที่จะหาพันธมิตร บรอดแบนด์เคยคุยกับรายใหญ่รายหนึ่ง (ไชน่าโมบาย) ตอนหลังไม่ลงตัวเรื่องข้อตกลงบางอย่าง ก็เลยหันมาคุยกับรายใหม่รายหนึ่ง’
ดาวเทียม LEO ให้โชค
ในขณะที่เรื่องดาวเทียมวงโคจรต่ำหรือ LEO ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสร้างรายได้ระดับพันล้านบาทให้ NT
‘ปีหน้าจะเห็นแน่ๆคือกลุ่มธุรกิจดาวเทียมไม่ได้มีแค่วันเว็บที่เข้ามา เราคุยอีก 2-3 ราย ปีหน้าจะได้เห็นคนมาใช้ facility ไม่ต่ำกว่า 2 รายก็จะเห็นกระบวนการขอเกตเวย์ landing Rights ธุรกิจนี้อนาคตคงแข่งขันสูงพอสมควรใครเข้ามา NT ก็พร้อมร่วมมือเพื่ออนาคตราคาจะลดลงในพื้นที่ห่างไกลซึ่งในมุมรัฐวิสาหกิจคือต้องทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ส่วนต่างชาติก็มองตลาดเพื่อนบ้านเราเป็นหลักอย่างพม่าที่มีเสาโทรคมนาคมเพียง 5 พันต้น ขณะที่ไทย บรอดแบนด์ไปทั่วถึงมากแล้วเหลือพื้นที่ประมาณ 2 พันจุดที่เป็นตลาดของดาวเทียม ในไทยอาจเป็นเรื่องอุปกรณ์ IoT หรือสมาร์ทมิเตอร์ต่างๆ อย่างพันธมิตร NT รายหนึ่งก็ไปทำสมาร์ทมิเตอร์ผ่านดาวเทียมที่ลาว’
ทั้งนี้ในปี 68 ธุรกิจดาวเทียมจะเห็นรายได้ในหลักร้อยล้านบาท ไม่รวมไทยคม 4 ไทยคม 6 อันนี้เฉพาะดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ที่จะค่อยๆเติบโตจนเห็นถึงระดับพันล้านบาทไม่ยาก NT เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น ส่วนนี้เฉพาะในส่วนที่เป็นอินฟราสตรักเจอร์เท่านั้น ยังไม่รวมถึงการเอาไปขายและบริการต่างๆ
ดิจิทัลอนาคตสดใส
ดูเหมือนแผนธุรกิจที่ NT วางไว้จะให้ความหวังกับกลุ่มดิจิทัลมากเพราะคาดว่าจะทำรายได้ถึงระดับหมื่นล้านบาทในเวลา 3-4 ปี
‘ดิจิทัลเซอร์วิสมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 7% เราต้องทำให้ตัวเลขนี้เป็น 2 หลักให้ได้โดยปี 68 ตั้งเป้าประมาณ 4,700 ล้านบาท ซึ่งหวังว่าดิจิทัลจะโตทุกปีประมาณปีละ 20-30% ยังไม่รวมนโยบาย cloud firstของรัฐบาลเพราะอาจทำให้เราโตมากกว่านั้นอีก (cloud first สภาพัฒน์ฯ ประเมินไว้ปีละ1แสนVM 5 ปีจะมี 5 แสน VM เอา 1,700 บาทต่อ VM ต่อเดือนคูณเข้าไปก็จะเป็นรายได้ NT) จะเป็นอานิสงส์จากการทำ cloud first’
พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวย้ำว่า ปีหน้าจะพูดถึงเรื่องการตั้งบริษัทร่วมทุนในการทำโมเดลพันธมิตรมาดำเนินการเรื่องไมเกรชั่น แมเนจเซอร์วิส สิ่งต่างๆเหล่านี้ยังไม่รวมอยู่ในตัวเลขที่ประเมินตามแผน สิ่งที่ประมาณการในแผนเป็นเรื่องอินฟราสตรักเจอร์ ประมาณ 40-50% ที่เหลือจะเป็นส่วนอื่นๆคือ แพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์แอสอะเซอร์วิส (SaaS) แต่นานวันมาร์จินอินฟราฯจะลดลงแต่ไปโตที่เซอร์วิสแทน แต่ข้อจำกัดคือพนักงานอยู่ไม่ทน พอได้รับการเทรนนิ่งมีความชำนาญก็จะถูกซื้อตัวไป แนวทางของ NT คือจะทำเป็นบริษัทร่วมทุนเพื่อความคล่องตัวเรื่องเงินเดือนให้มีช่องทางเติบโตเพื่อมาทำงานภาครัฐของ NT อีกตัวที่จะโฟกัสมากขึ้นคือเรื่องไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ อยากแตกบริษัทออกไปหาพันธมิตร เพราะวอลลุ่มจะสูงและความสามารถพิเศษในเรื่องนี้หาได้อยากในโหมดรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ในส่วนของดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ AI จำเป็นต้องมีลิงค์เชื่อมโยงกับต่างประเทศ ความสนใจเข้ามาลงทุนของกลุ่มไฮเปอร์สเกล จำเป็นต้องมีซับมารีนเคเบิลเพื่อรองรับความต้องการในส่วนนี้ ปัจจุบัน NT มีซับมารีนเคเบิลอยู่ 7 ระบบหรือ 7 เส้นทาง เอกชนมี 3 เส้นทางรวมแล้วประเทศไทยมี 10 เส้นทางในขณะที่มาเลเซียมี 30 เส้นทาง สิงคโปร์มีมากกว่ามาเลเซีย ถ้าไทยอยากจะเป็นฮับดิจิทัล แต่มีซับมารีนเคเบิลแค่นี้ คาปาซิตี้อาจรองรับได้ แต่พอไฮเปอร์สเกลมาไม่ได้แค่ต้องการคาปาซิตี้ที่เพียงพอ แต่ยังต้องการมีหลายเส้นทางเพราะหากมีเส้นทางเดียวแล้วเกิดระบบล่ม ก็จะเสียหายไปมาก
‘ถือเป็นโจทย์ของประเทศ NT คงของบประมาณลงทุนซับมารีนเคเบิลเพิ่มเพราะ NT ลงทุนเองอาจได้ปีละเส้นทางหรือที่ผ่านมา 3 ปีได้เส้นทางเดียวซึ่งอยู่ระหว่างหารือรองนายกฯประเสริฐ จันทรรวงทอง เพราะถ้าจะมุ่งเป็นอาเซียนดิจิทัลฮับ เราควรต้องมีซับมารีนเคเบิลที่มากเพียงพอใน3ปีนี้เพราะไฮเปอร์สเกลที่มา 1 รายต้องมี 3 ดาต้าเซ็นเตอร์และต้องมีเน็ตเวิร์กอิสระ NT ต้องหารือรัฐบาล ทำไมไม่จัดพื้นที่ให้เหมาะสมเพื่อให้เราลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้น้อยลงและเป็นประโยชน์กับประเทศ’
พ.อ.สรรพชัยย์กล่าวสรุปถึงเส้นทางเดินของ NT ในปี 68 ว่า‘สิ่งที่เราทำคือผสมผสาน เราลดจำนวนคน เราเพิ่มรายได้เรื่องของดิจิทัล ลดค่าใช้จ่าย NTจะโตด้านดิจิทัลภายใน 4 ปีจาก 4,700 ล้านบาทต้องเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาทให้ได้ ซึ่งผมเชื่อว่าทำได้’