เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น. ณ ห้องนารี 2 ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นาย Andrew Shaw ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ และนาง Catherine Spillman ที่ปรึกษาฝ่ายการค้า สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบหารือกับนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย โดยมีนางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมด้วย สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้
ผู้แทนการค้าไทยกล่าวต้อนรับที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ สอท. สหรัฐฯ ชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาอย่างราบรื่นยาวนาน และมีความร่วมมือระหว่างกันที่ใกล้ชิดในหลายด้าน โดยเฉพาะความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง โดยผู้แทนการค้าไทยเน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และระหว่างภาคเอกชน ควบคู่ไปการรับฟังเสียงของภาคประชาชน โดยมีนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงภาคแรงงาน เพื่อเดินหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ สอท. สหรัฐฯ ยินดีกับการรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย เชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้แทนการค้าไทยจะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น พร้อมชื่นชมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น ผ่านทาง US-ASEAN Business Council (USABC) และ American Chamber of Commerce in Thailand (AMCHAM) ซึ่งภาคเอกชนสหรัฐฯ จำนวนมาก พร้อมที่จะลงทุนและขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น ทั้งนี้ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ สอท. สหรัฐฯ เชื่อมั่นว่า ปี 2568 จะเป็นปีที่ดีของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างแน่นอน
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยผู้แทนการค้าไทยหวังที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในด้านการค้าระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังสหรัฐฯ รวมถึงหาแนวทางเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของ SMEs ในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ด้านที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ สอท. สหรัฐฯ พร้อมมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างกัน พร้อมกล่าวว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ เชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และมีการประกาศการลงทุนในไทยจำนวนมาก เช่น บริษัท Google โดยเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความน่าดึงดูดหลายประการ ทั้งในด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ นโยบายสนับสนุนของรัฐบาล รวมถึงการที่ไทยสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วตามกระแสโลก เช่น การมีนโยบายสนับสนุนด้านพลังงานสะอาด เป็นต้น
ในตอนท้าย ผู้แทนการค้าไทยได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงศักยภาพ และต้องการดึงศักยภาพของไทยออกมาใช้ ทั้งในด้านที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล นอกจากนี้ ไทยมีการพัฒนาทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้าน upskill และ reskill เพื่อให้มีความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการให้ความสำคัญในด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิของแรงงาน จึงขอให้ภาคเอกชนสหรัฐฯ มั่นใจว่าไทยมีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน