สำนักงาน กสทช. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือในการกำกับดูแลการโฆษณาสินค้าและบริการ การโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือการดำเนินการในลักษณะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงาน กสทช.) พร้อมด้วย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) กรมการค้าภายใน (คน.) กรมควบคุมโรค(คร.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กรมอนามัย (กรม อ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) รวม 10 หน่วยงาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือในการกำกับดูแลการโฆษณาสินค้าและบริการ การโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือการดำเนินการในลักษณะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กล่าวว่าสำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานรัฐได้ดำเนินงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลผู้ประกอบกิจการที่มีการกระทำหรือการโฆษณาสินค้าและบริการที่มีลักษณะเข้าข่ายการหลอกลวง การโฆษณาเกินจริง ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญของบริการหรือสินค้านั้น และการโฆษณาเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเฝ้าระวังการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีลักษณะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
ที่ผ่านมาสำนักงาน กสทช. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้ดำเนินงานร่วมกันกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) อย. สคบ. ดีอี และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) มาอย่างเข้มแข็ง โดยได้เฝ้าระวังการโฆษณา มีการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน และมีการจัดทำฐานข้อมูลและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี ส่งผลให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมีการตรวจพบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ฝ่าฝืนกฎหมายของ อย. สำนักงาน กสทช. จะดำเนินการกับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เพื่อให้ อย. ดำเนินการกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือผู้ดำเนินรายการ และประสานความร่วมมือไปยัง สตช. เพื่อให้ บก.ปคบ. บังคับใช้กฎหมายหากพบว่าเป็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์เถื่อน นอกจากนี้ ยังมีการประสานความร่วมมือไปยัง สคบ. เพื่อจัดการปัญหาการโฆษณาสินค้าและบริการอื่นๆ และดีอีในการจัดการปัญหาการโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์
“หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจฯ ในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาแนวทางและบูรณาการความร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภคทั้ง 10 หน่วยงาน และผมเชื่อมั่นว่า การดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่และความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจฯ ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ยิ่งในการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป” ประธาน กสทช. กล่าว

ด้านไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจฯ ในวันนี้ เป็นเรื่องสืบเนื่องจากสำนักงาน กสทช. มีภารกิจสำคัญด้านการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกับ อย. สคบ. ดีอี และ บก.ปคบ. ภายใต้ความร่วมมือในบันทึกข้อตกลง เรื่อง การกำกับดูแลการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย หรือการดำเนินการในลักษณะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งลงนามกันเมื่อปี พ.ศ. 2562
ต่อมาเมื่อบันทึกข้อตกลงดังกล่าวได้หมดอายุในปี พ.ศ. 2565 กสทช. ในการประชุมฯ ครั้งที่ 22/2566 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบร่างบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือในการกำกับดูแลการโฆษณาสินค้าและบริการ การโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือการดำเนินการในลักษณะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งทั้ง 10 หน่วยงานได้ประชุมหารือร่วมกัน และเห็นชอบให้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว และมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจฯ เพื่อให้เกิดการบูรณาการงานคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าและบริการ การโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยมุ้งเน้นแนวทางบูรณาการบังคับใช้กฎหมายในเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม มีการประสานงานเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกัน อันจะทำให้ทุกหน่วยงานสามารถปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง เป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ โดยบันทึกข้อตกลงความเข้าใจฯ ฉบับนี้ ได้มีการเพิ่มเติมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากเดิมมีเพียง 5 หน่วยงาน เป็น 10 หน่วยงาน เพื่อให้ครอบคลุมขอบเขตการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคที่กว้างขวางมากขึ้น