จาก 2G สู่ 3G, 4G และ 5G ก้าวต่อไปของเจ้าพ่อวงการโทรคมนาคมอย่าง Huawei ตัดสินใจส่งสัญญาณบอกโลกถึงความจำเป็นของการมีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเทคโนโลยี 5.5G ในวันนี้ เพราะหากรอให้ 6G แจ้งเกิด ย่อมไม่ทันกับความต้องการใช้งานบริการอัจฉริยะขุมพลัง AI ที่เริ่มพลิกโฉมโลกการใช้ชีวิตและการทำงานของคนยุคนี้

5.5G ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อคั่นเวลาก่อนที่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 6G จะพร้อมทำตลาด แต่ Huawei มองเห็นว่าทศวรรษหน้าจะเป็นยุคทองของเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5.5G และพลังนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม ทำให้ Huawei จับมือกับรัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงภาคอุตสาหกรรม บริษัท และบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความมั่นใจว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีศักยภาพเป็นผู้นำในการสร้างอนาคตอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบได้ในยุค 5.5G
ทำไมสิ่งที่ Huawei พูดมาจึงน่าเชื่อถือ? ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความยิ่งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจรอบตัว Huawei ที่โลกสัมผัสได้ โดยที่ผ่านมา กำไรของ Huawei เพิ่มขึ้นสองเท่าในปี 2023 ผลจากธุรกิจสมาร์ทโฟนและรถยนต์ที่ฟื้นตัวจากผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการกลับมาสู่ตลาดสมาร์ทโฟนอีกครั้งในปีที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัว Mate 60 Pro ในประเทศจีนเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2023
วิสัยทัศน์ 5.5G ของ ‘อาเบล เติ้ง’

อาเบล เติ้ง ประธานกรรมการ ฝ่ายขายกลุ่มธุรกิจเครือข่ายโทรคมนาคม ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ Huawei ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์เรื่องขั้นต่อไปของวิวัฒนาการเครือข่ายมือถือในงานประชุม Asia-Pacific ICT Summit 2024 ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่ Huawei จัดขึ้นในประเทศไทยระหว่างวันที่ 14-15 สิงหาคม 2024 โดยอ้างถึงการเดินทางของเทคโนโลยีมือถือที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้พื้นฐานอินเทอร์เน็ตทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างงานได้หลายล้านตำแหน่ง
อาเบลบอกว่า 5G ได้รับการพัฒนาจากรากฐานนี้ จึงมีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในอุตสาหกรรมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วงที่ผ่านมา โดย 5G ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานในภาคส่วนต่างๆ ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาลหรือหน่วยงานดูแลสุขภาพ และด้านพลังงาน

ผลคือ 5G มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก การวิจัยระบุว่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาดว่าการเพิ่มขึ้นของการใช้งาน 5G ทุกๆ 10% จะทำให้ GDP เติบโต 1% ถึง 1.8% นอกจากนี้ รายงานของ McKinsey ยังระบุด้วยว่า 5G สามารถเพิ่มผลผลิตได้ 10% ถึง 20% ให้กับอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็ลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมาก
“ปัจจุบัน มีโครงการ 5G B2B มากกว่า 13,000 โครงการที่ปรับใช้ทั่วโลก ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้สำหรับผู้ให้บริการในพื้นที่ผู้บริโภค บริการใหม่เช่น การโทรแบบเจเนอเรชันถัดไป โทรศัพท์บนคลาวด์ และ 3D แบบไม่ต้องใส่แว่นกำลังได้รับความนิยม ผู้ให้บริการยังเปิดตัวกลยุทธ์สร้างรายได้ที่สร้างสรรค์ได้หลากหลายขึ้น เช่น การทำแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตความหน่วงต่ำสำหรับการเล่นเกมบนคลาวด์ และการรับประกันความเร็วการอัปลิงก์สำหรับนักสตรีมเมอร์สด”
เมื่อมองไปในอนาคต อาเบลชี้ว่าบริการเหล่านี้จะต้องมี 5.5G อยู่เบื้องหลัง เพราะ 5.5G มีการปรับปรุงมากกว่า 5G ถึง 10 เท่า จุดเด่นของ 5.5G ในด้านสำคัญคือความเร็วจากแบนด์วิดท์ ความหนาแน่นของการเชื่อมต่อ ความแม่นยำของตำแหน่ง และประสิทธิภาพด้านพลังงาน ที่ทำได้ดีกว่า 5G เฟสแรกมากนัก
การก้าวกระโดดไป 5.5G จะทำให้ความเร็วดาวน์ลิงก์อยู่ที่ 10 Gbps ความเร็วอัปลิงก์อยู่ที่ 1 Gbps และรองรับการเชื่อมต่อหลายแสนล้านรายการด้วยระบบอัจฉริยะพื้นฐาน ความก้าวหน้าเหล่านี้คาดว่าจะปลดล็อกการให้บริการแอปพลิเคชันใหม่ๆ ในเทคโนโลยีความจริงเสมือน (XR) และการเชื่อมต่ออัจฉริยะอื่นๆ
5.5G ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะการเปิดตัว 5.5G ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในช่วงปี 2024 โดยมีเทอร์มินัลมากกว่า 30 ประเภทที่รองรับเทคโนโลยีนี้ และผู้ให้บริการมากกว่า 60 รายได้เปิดตัวบริการ 5.5G เชิงพาณิชย์แล้ว โดยเฉพาะผู้ให้บริการบางรายในจีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮ่องกง และโอมานได้เริ่มปรับใช้ 5.5G ในระดับใหญ่ (large-scale 5.5G)
เอเชีย อนาคตสดใส
แนวโน้มความสดใสของ 5.5G นั้นอาจดูได้จากประวัติการใช้งาน 5G ที่แพร่หลาย โดยเฉพาะในไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาด 5G ที่โดดเด่นของเอเชียแปซิฟิก
จูเลียน กอร์แมน (Julian Gorman) ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สมาคม GSMA กล่าวว่าไทยเป็นหนึ่งในตลาด 5G ที่โดดเด่นของโลก ในขณะที่อเมริกาเหนือมีสัดส่วนการใช้งาน 5G ปี 2022-2030 ราว 443 ล้านการเชื่อมต่อ (90%) และยุโรปมีสัดส่วนการใช้งาน 653 ล้านการเชื่อมต่อ (81% ) แต่ประเทศไทยทำสถิติสัดส่วนการใช้งาน 5G ที่ 85 ล้านการเชื่อมต่อ (78%) ซึ่งหากมองภาพรวมในเอเชีย อนาคตของ 5.5G ยังดูสดใสเป็นพิเศษสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งคาดว่าการผสมผสานระหว่างปัญญาประดิษฐ์และ 5.5G จะผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่สำคัญ
ตัวเลขจาก IDC คาดการณ์ว่าการจัดส่งสมาร์ทโฟน AI จะสูงถึง 170 ล้านเครื่องในปี 2024 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอาจคิดเป็น 40-50% ของการจัดส่งเหล่านี้ อุปกรณ์ขั้นสูงเหล่านี้จะรองรับแอปพลิเคชันเนื้อหาที่สร้างโดย AI ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของเครือข่าย 5.5G
หนึ่งในไฮไลท์ที่โดดเด่นในงาน Asia-Pacific ICT Summit 2024 คือ การนำเสนอจาก Midea Thailand ที่จัดแสดงโรงงานอัจฉริยะที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรงงานนี้แสดงให้เห็นว่า 5G ได้ปฏิวัติการดำเนินงานอย่างไร รวมถึงระบบโลจิสติกส์อัตโนมัติ การตรวจสอบคุณภาพสินค้า และศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทยอย่าง AIS และ TRUE ได้แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีที่ 5G ได้ช่วยให้บริการใหม่ ๆ แก่ลูกค้าและเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งสองบริษัทยังแสดงความตื่นเต้นสำหรับยุค 5.5G โดยคาดหวังว่าจะมีบริการที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นสำหรับคนไทย
ควบคู่กับการประชุมสุดยอดครั้งนี้ Huaweiและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดตัวความร่วมมือที่มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี 5.5G และการเพิ่มทักษะบุคลากรร่วมกัน ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในด้านการพัฒนา 5.5G ผ่านการส่งเสริมการวิจัยร่วมกัน การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ และการบูรณาการระหว่างภาคอุตสาหกรรมและการศึกษา
ในโซนแสดงนิทรรศการ Huawei ได้นำเสนอรูปแบบอัจฉริยะต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงอนาคตของชีวิตดิจิทัล การทำงาน และอุตสาหกรรม อาทิ

Digital Life : บ้านอัจฉริยะ (smart homes) แท็กซี่ไร้คนขับ (autonomous taxis) การไลฟ์สตรีมมิ่ง 5.5G (5.5G live streaming) เทคโนโลยีสร้างโลกเสมือนจริง (mixed reality) และการสื่อสารของยุคหน้า (next-gen communication)

Smart Campus : Wi-Fi 7 รุ่นใหม่ล่าสุด, FTTO, การประชุมอัจฉริยะ (Intelligent meetings) และการ ใช้ AI ช่วยช้อปปิ้งและรับประทานอาหารในร้าน
Industry Transformation : นวัตกรรมในอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ การดูแลสุขภาพ รัฐบาล และการเงิน

Interactive Points : เกมเสมือนจริง (Huawei Cloud Yunbao Virtual Game Machine) มนุษย์เสมือนจริง (Virtual Human) การถ่ายภาพด้วย AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Kuavo ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ HarmonyOS

Ecosystem Partners : นวัตกรรมร่วมจาก Huawei และพันธมิตรกว่า 30 ราย

ความเป็นผู้นำของ Huawei ในการพัฒนาเทคโนโลยี 5.5G ที่งาน Asia-Pacific ICT Summit 2024 ถือเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตดิจิทัลของประเทศไทย โดยการขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างความร่วมมือ และเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยี Huawei ไม่เพียงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังวางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นผู้เล่นสำคัญในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก

เมื่อยุค 5.5G กำลังเริ่มต้น Huawei ยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมเพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ และสร้างโลกที่ชาญฉลาดและเชื่อมโยงกันมากขึ้นสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่สุดแล้ว ด้วยโลกดิจิทัลที่ยังคงพัฒนาต่อไปไม่หยุดนิ่ง ฟันธงได้ว่าทศวรรษหน้าจะเป็นยุคทองของเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5.5G อย่างแน่นอน