หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เดินหน้ารุกตลาดหูฟังไร้สาย เปิดตัว HUAWEI FreeBuds Neo หรือ “หูฟังน้องไข่” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Noise Off, Energy On” ดีไซน์มินิสุดแฟชั่น ผสานเทคโนโลยี AI Adaptive Noise Cancellation ตัดเสียงรบกวนสูงสุด 55 เดซิเบล พร้อมระบบเสียงคุณภาพสูง เชื่อมต่อข้ามระบบปฏิบัติการ เจาะกลุ่มผู้บริโภคคนเมืองและ Gen Z ดึงคู่จิ้นสุดฮอต “ฟอส–จิรัชพงศ์ ศรีแสง” และ “บุ๊ค–กษิดิ์เดช ปลูกผล” ร่วมถ่ายทอดไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นหูฟังกลุ่ม “Lite Flagship Audio” ที่เน้นความคุ้มค่าและประสบการณ์ใช้งานระดับพรีเมียม เตรียมเปิดจำหน่ายเอ็กซ์คลูซีฟวันที่ 7 พฤศจิกายน ก่อนวางขายอย่างเป็นทางการ 10 พฤศจิกายนนี้ ในราคาโปรโมชัน 2,999 บาท จากราคาปกติ 3,999 บาท
การร่วมงานกับหัวเว่ยครั้งนี้ สองนักแสดงชื่อดัง “ฟอส-บุ๊ค” จะร่วมถ่ายทอดภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างมีพลังและเป็นตัวของตัวเอง โดยนำเสนอหูฟังที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอุปกรณ์ฟังเพลง แต่ยังเป็นแฟชั่นแอ็กเซสเซอรีที่เข้ากับไลฟ์สไตล์หลากหลาย ตั้งแต่การทำงาน ถ่ายซีรีส์ ท่องเที่ยว นั่งคาเฟ่ ไปจนถึงกิจกรรมออกกำลังกาย


ชู AI Adaptive ANC ตัดเสียงรบกวนสูงสุด 55 เดซิเบล
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ HUAWEI FreeBuds Neo คือเทคโนโลยี Pro-Level AI Adaptive Noise Cancellation ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนสูง โดยนำสถาปัตยกรรมตัดเสียงรบกวนแบบช่องสัญญาณคู่ หรือ Dual-Channel Noise Cancellation Architecture มาใช้เป็นครั้งแรกในผลิตภัณฑ์รุ่นนี้
ระบบดังกล่าวทำงานร่วมกับชิปเสียงเจเนอเรชันที่ 3 (Third-Gen Audio Chip) ซึ่งสามารถตรวจจับเสียงรบกวนได้สูงสุด 400,000 ครั้งต่อวินาที ทำให้ตัดเสียงรบกวนได้ลึกสูงสุด 55 เดซิเบล และมีประสิทธิภาพการตัดเสียงรบกวนเฉลี่ยในทุกย่านความถี่ 30 เดซิเบล ตามผลทดสอบในห้องปฏิบัติการของหัวเว่ย
นอกจากนี้ ยังมีระบบ Adaptive Noise Cancellation ที่ปรับระดับการตัดเสียงรบกวนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความรู้สึกอึดอัดหรือแรงดันในช่องหูระหว่างใช้งาน เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่มีเสียงรบกวน เช่น การโดยสารรถไฟฟ้า BTS และ MRT รวมถึงการนั่งทำงานในร้านกาแฟ
ขณะเดียวกัน ฟีเจอร์ AI Conversation Awareness สามารถลดระดับเสียงเพลงโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้งานเริ่มสนทนา ช่วยให้พูดคุยกับบุคคลรอบข้างได้สะดวกโดยไม่ต้องถอดหูฟัง
ในด้านคุณภาพการสนทนา HUAWEI FreeBuds Neo ใช้ไมโครโฟน 3 ตัว ทำงานร่วมกับเซนเซอร์ตรวจจับการสั่นสะเทือนของกระดูก VPU และระบบ AI DNN เพื่อแยกเสียงพูดออกจากเสียงรบกวนรอบข้าง รองรับการสนทนาในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังถึง 95 เดซิเบล หรือมีแรงลมสูงสุด 9 เมตรต่อวินาที ตามเงื่อนไขการทดสอบของบริษัท


เชื่อมต่อพร้อมกัน 2 อุปกรณ์ รองรับ iOS, Android และ Windows
HUAWEI FreeBuds Neo เพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยระบบ Cross-OS Dual-Device Connection ที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์พร้อมกันได้ 2 เครื่อง และสลับการใช้งานระหว่างอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS, Android และ Windows
ฟังก์ชันดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้งานสลับจากการฟังเพลงบนสมาร์ทโฟนไปรับสายหรือประชุมผ่านคอมพิวเตอร์ได้สะดวก โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์ใหม่ทุกครั้ง
ด้านประสิทธิภาพการเชื่อมต่อ หัวเว่ยระบุว่าหูฟังสามารถรองรับระยะการเชื่อมต่อสูงสุด 170 เมตรในพื้นที่โล่งแจ้งไม่มีสิ่งกีดขวาง และครอบคลุมพื้นที่ภายในอาคารได้ถึง 100 ตารางเมตรภายใต้สภาพแวดล้อมการทดสอบที่กำหนด ซึ่งประสิทธิภาพจริงอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างอาคารและสัญญาณรบกวน
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Head Control ที่ช่วยให้รับสายหรือปฏิเสธสายเรียกเข้าได้โดยไม่ต้องใช้มือ เพียงพยักหน้าหรือส่ายศีรษะ โดยผู้ใช้งานต้องเปิดใช้งานและตั้งค่าฟังก์ชันผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI Audio Connect ก่อน





ยกระดับเสียง Hi-Res พร้อม Spatial Audio 360 องศา
สำหรับคุณภาพเสียง HUAWEI FreeBuds Neo ติดตั้งไดรเวอร์รุ่นใหม่ All-new Turbo Driver Unit พร้อมโครงสร้างระบายแรงดันอากาศหลายช่องทาง รองรับการตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 10 Hz ถึง 48 kHz เพื่อถ่ายทอดเสียงเบสและเสียงแหลมได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ตัวหูฟังรองรับการส่งสัญญาณเสียงไร้สายความละเอียดสูงแบบ Lossless สูงสุด 2.3 Mbps เมื่อใช้งานกับสมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นที่รองรับและไฟล์เพลงที่มีคุณภาพเหมาะสม รวมถึงรองรับเทคโนโลยี LDAC ที่อัตราการส่งข้อมูลสูงสุด 990 kbps พร้อมมาตรฐานเสียง Hi-Res Audio Wireless และ HWA
อีกหนึ่งคุณสมบัติคือ Unlimited Spatial Audio ที่สร้างประสบการณ์เสียงสามมิติโอบล้อมรอบทิศทาง 360 องศา โดยไม่จำกัดเฉพาะอุปกรณ์จากหัวเว่ย อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์เสียงอาจแตกต่างกันตามประเภทคอนเทนต์ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันที่ใช้งาน
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม หัวเว่ยเพิ่มโหมด Pinpoint Game Audio เพื่อช่วยแยกตำแหน่งและทิศทางเสียงภายในเกม โดยเฉพาะเกมประเภท FPS ซึ่งต้องอาศัยการรับรู้เสียงฝีเท้าและเสียงจากสภาพแวดล้อมเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเล่น
ดีไซน์มินิ 4 สี น้ำหนักเบา 4.8 กรัม แบตเตอรี่รวมเคส 40 ชั่วโมง
ด้านการออกแบบ HUAWEI FreeBuds Neo เน้นความกะทัดรัดและความสบายในการสวมใส่ ด้วยโครงสร้างตามหลักสรีรศาสตร์ที่ช่วยกระจายแรงกดบริเวณช่องหู พร้อมก้านหูฟังแบบ Light Mini Stem ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 4.8 กรัมต่อข้าง ช่วยลดการเสียดสีกับเครื่องประดับและเพิ่มความสะดวกเมื่อสวมใส่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ตัวเคสชาร์จออกแบบเป็นทรงไข่โค้งมน จับกระชับมือและพกพาสะดวก มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ Stellar Silver, Nebula Pink, Ice White และ Starry Black รองรับความต้องการด้านแฟชั่นและสไตล์ที่แตกต่างกัน
หูฟังยังรองรับมาตรฐานป้องกันฝุ่นและละอองน้ำระดับ IP55 ซึ่งครอบคลุมเฉพาะตัวหูฟัง ไม่รวมเคสชาร์จ โดยไม่เหมาะสำหรับการแช่น้ำหรือสวมใส่ว่ายน้ำ และควรหลีกเลี่ยงการชาร์จขณะอุปกรณ์เปียกชื้น
ส่วนแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้สูงสุด 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และสูงสุด 40 ชั่วโมงเมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จ ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบที่ปิดระบบ ANC สำหรับกรณีเปิดระบบตัดเสียงรบกวน หูฟังสามารถใช้งานได้สูงสุด 6.5 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับระดับเสียง การตั้งค่า และพฤติกรรมการใช้งาน
เปิดขาย 7 พฤศจิกายน ราคาโปรโมชัน 2,999 บาท พร้อมสิทธิ์ Loss Care
หัวเว่ยเตรียมเปิดจำหน่าย HUAWEI FreeBuds Neo ก่อนใครแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่าน HUAWEI TikTok Shop (@huaweimobile_th) ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ก่อนวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569
สำหรับราคาเปิดตัวกำหนดไว้ที่ 2,999 บาท จากราคาปกติ 3,999 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์ Loss Care ที่ให้ลูกค้าสามารถซื้อหูฟังข้างเดียวในราคาลด 50% ได้ 1 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี กรณีหูฟังสูญหายหรือได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
หัวเว่ยยังเตรียมจัดกิจกรรมพิเศษ Lucky Fan สำหรับแฟนคลับของ “ฟอส-บุ๊ค” โดยจะประกาศรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของ HUAWEI Thailand ในเร็วๆ นี้
การเปิดตัว HUAWEI FreeBuds Neo ครั้งนี้สะท้อนแนวทางของหัวเว่ยในการนำเทคโนโลยีเสียงระดับพรีเมียมมาสู่ผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมใช้การออกแบบและความร่วมมือกับศิลปินชื่อดังเป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ และเพิ่มทางเลือกในตลาดหูฟังไร้สายที่มีการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

