CMF Buds Pro 2 เพิ่มสีเขียว–ชมพู ชู Smart Dial คุมเสียงจากเคส พร้อมไดรเวอร์คู่และ ANC 50 เดซิเบล “เด่นตั้งแต่สี ดีตั้งแต่เสียง”

CMF by Nothing เติมสีสันให้หูฟังไร้สาย Buds Pro 2 ด้วยสีเขียวและสีชมพู พร้อมปุ่มหมุน Smart Dial บนเคสที่ควบคุมการใช้งานได้ 6 ฟังก์ชัน เสริมคุณภาพเสียงด้วยไดรเวอร์คู่ 11 และ 6 มิลลิเมตร รองรับ Hi-Res Audio Wireless และ LDAC ตัดเสียงรบกวนแบบ Hybrid ANC สูงสุด 50 เดซิเบล ใช้งานรวมเคสสูงสุด 43 ชั่วโมง และชาร์จเพียง 10 นาที ฟังเพลงได้นานสูงสุด 7 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC

CMF by Nothing โชว์ตัว CMF Buds Pro 2 หูฟังไร้สายที่ผสานดีไซน์สีสันเข้ากับฟังก์ชันการฟังเพลงและการสนทนา ภายใต้แนวคิด “เด่นตั้งแต่สี ดีตั้งแต่เสียง” โดยเพิ่มทางเลือกสีใหม่ ได้แก่ สีเขียวและสีชมพู เสริมจากสีเดิมอย่างสีเทาอ่อน สีส้ม สีเทาเข้ม และสีน้ำเงิน พร้อมจุดเด่นด้านการควบคุมผ่านปุ่มหมุน Smart Dial บนเคสชาร์จ ระบบเสียงไดรเวอร์คู่ และระบบตัดเสียงรบกวนที่ปรับตามสภาพแวดล้อมได้

รุ่นนี้มุ่งตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ฟังเพลง สนทนาทางโทรศัพท์ ไปจนถึงความบันเทิงและการเล่นเกม สามารถปรับแต่งเสียง ระบบตัดเสียงรบกวน และการควบคุมผ่านแอป Nothing X ซึ่งรองรับทั้ง iOS และ Android

เพิ่มสีเขียวและสีชมพู เสริมทางเลือกให้เข้ากับสไตล์ผู้ใช้

CMF Buds Pro 2 มีตัวเลือกสีเดิม 4 สี ได้แก่ Light Grey หรือสีเทาอ่อน, Orange หรือสีส้ม, Dark Grey หรือสีเทาเข้ม และ Blue หรือสีน้ำเงิน ก่อนเพิ่มสีใหม่ Green หรือสีเขียว และ Pink หรือสีชมพู เพื่อให้ผู้ใช้เลือกจับคู่กับเสื้อผ้าและสไตล์การแต่งตัวได้หลากหลายขึ้น

ทั้งตัวหูฟังและเคสใช้โทนสีที่สอดคล้องกัน ขณะที่เคสชาร์จมีปุ่มหมุนทรงกลมเป็นองค์ประกอบเด่นของงานออกแบบ 

Smart Dial บนเคส ควบคุมได้ 6 ฟังก์ชัน

จุดเด่นของ CMF Buds Pro 2 คือ Smart Dial ปุ่มหมุนบนเคสชาร์จที่ช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมการทำงานได้โดยไม่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนบ่อยครั้ง พร้อมปรับแต่งฟังก์ชันผ่านแอป Nothing X ให้เหมาะกับการใช้งานของแต่ละคน

Smart Dial รองรับการควบคุมหลัก 6 ด้าน ได้แก่ การควบคุมเพลง การเรียกใช้ผู้ช่วยเสียง การปิดหรือเปิดไมโครโฟน การใช้งานโหมดความหน่วงต่ำ การรับสายหรือวางสาย และการควบคุมระบบตัดเสียงรบกวน นอกจากนี้ ตัวหูฟังยังรองรับการสั่งงานแบบสัมผัสหรือ Touch Control เพิ่มทางเลือกในการควบคุมระหว่างใช้งาน

ไดรเวอร์คู่ 11 และ 6 มิลลิเมตร รองรับความถี่สูงสุด 40,000 เฮิรตซ์

ด้านระบบเสียง CMF Buds Pro 2 ใช้โครงสร้างไดรเวอร์คู่ ประกอบด้วยไดรเวอร์เสียงเบสขนาด 11 มิลลิเมตร และทวีตเตอร์แบบ Micro-planar ขนาด 6 มิลลิเมตร เพื่อรองรับทั้งเสียงย่านต่ำและรายละเอียดเสียงย่านสูง

ตอบสนองต่อย่านความถี่เสียงได้มากกว่าเดิม 2 เท่า และรองรับความถี่สูงสุดถึง 40,000 เฮิรตซ์ โดยมุ่งให้เสียงเบสมีน้ำหนัก พร้อมถ่ายทอดรายละเอียดเสียงได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น

หูฟังได้รับการรับรอง Hi-Res Audio Wireless และรองรับตัวแปลงสัญญาณเสียง LDAC, AAC และ SBC โดย LDAC รองรับอัตราการส่งข้อมูลสูงสุด 990 กิโลบิตต่อวินาที เพื่อถ่ายทอดเสียงไร้สายความละเอียดสูง

หากเปรียบเทียบอัตราการส่งข้อมูลของ Buds Pro รุ่นเดิมที่รองรับ SBC และ AAC ไว้ที่ 550 กิโลบิตต่อวินาที และอุปกรณ์กลุ่มเปรียบเทียบที่ใช้ SBC ไว้ที่ 328 กิโลบิตต่อวินาที ทำให้ตัวเลขสูงสุดของ Buds Pro 2 อยู่ที่ประมาณ 3 เท่าของค่า SBC ที่นำมาเปรียบเทียบ

ปรับเสียงได้ตามความชอบ พร้อม Dirac Opteo และเอฟเฟกต์เสียงสามมิติ

CMF Buds Pro 2 มาพร้อมเทคโนโลยี Dirac Opteo™ สำหรับการปรับจูนเสียง ร่วมกับ Ultra Bass Technology 2.0 ที่เพิ่มพลังเสียงเบส และ Spatial Audio Effect สำหรับสร้างเอฟเฟกต์เสียงสามมิติให้การฟังมีมิติรอบด้านมากขึ้น

ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเสียงผ่านแอป Nothing X ทั้งการเลือกแนวเสียงสำเร็จรูปและการตั้งค่าอีควอไลเซอร์ด้วยตนเองหรือ Custom EQ โดยตัวอย่างตัวเลือกในแอปประกอบด้วย Dirac Opteo, Rock, Electronic, Pop, Classical และ Enhance Vocals สำหรับเน้นเสียงร้อง รวมถึงโหมด Custom เพื่อปรับเสียงให้ตรงกับความชอบ

ฟังก์ชันเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้เลือกบุคลิกเสียงได้ตามประเภทเพลงและรูปแบบการฟัง ตั้งแต่การเน้นพลังเบสไปจนถึงการเพิ่มความชัดเจนของเสียงร้อง

Hybrid ANC สูงสุด 50 เดซิเบล ปรับการตัดเสียงตามการสวมใส่และสภาพแวดล้อม

CMF Buds Pro 2 รองรับระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Hybrid Active Noise Cancellation หรือ Hybrid ANC สูงสุด 50 เดซิเบล พร้อมช่วงความถี่ในการตัดเสียงรบกวนสูงสุด 5,000 เฮิรตซ์

ระบบ Smart ANC Algorithm ตรวจจับรูปทรงหูและลักษณะการสวมใส่ เพื่อช่วยปรับประสิทธิภาพการตัดเสียงรบกวนให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน ขณะที่ Adaptive ANC ตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบตัวโดยอัตโนมัติ และปรับระดับการตัดเสียงรบกวนจาก 3 ระดับ ได้แก่

High: สำหรับสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนมาก เช่น บนเครื่องบินหรือรถไฟใต้ดิน

Mid: สำหรับการใช้งานบนถนนหรือในคาเฟ่

Low: สำหรับสำนักงานหรือพื้นที่ภายในอาคาร

ผู้ใช้ยังสามารถปรับระดับ ANC ผ่านแอป Nothing X หรือควบคุมผ่าน Smart Dial ตามการตั้งค่าที่เลือกไว้ได้

ไมโครโฟน 6 ตัว เสริมความชัดเจนระหว่างสนทนา

สำหรับการโทรศัพท์ CMF Buds Pro 2 ติดตั้งไมโครโฟนความละเอียดสูงรวม 6 ตัว แบ่งเป็นข้างละ 3 ตัว ประกอบด้วย Feed-Forward Mic, Feedback Mic และ Talk Mic พร้อมการออกแบบโครงสร้าง Wind-Flow เพื่อรองรับการใช้งานด้านเสียงสนทนา

CMF ชูความสามารถในการรับเสียงพูดอย่างชัดเจน เพื่อช่วยให้คู่สนทนาได้ยินเสียงผู้ใช้ระหว่างการโทร ควบคู่กับความสะดวกในการรับสาย วางสาย และปิดหรือเปิดไมโครโฟนผ่านการควบคุมที่รองรับ

ฟังเพลงสูงสุด 43 ชั่วโมงรวมเคส ชาร์จ 10 นาที ใช้ได้สูงสุด 7 ชั่วโมง

ด้านแบตเตอรี่ CMF Buds Pro 2 รองรับการฟังเพลงจากตัวหูฟังเพียงอย่างเดียวสูงสุด 11 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และใช้งานรวมกับเคสชาร์จได้สูงสุด 43 ชั่วโมงในเงื่อนไขเดียวกัน ส่วนการใช้งานเมื่อเปิด ANC เอกสารระบุระยะเวลารวมไว้สูงสุด 26 ชั่วโมง

ระบบชาร์จเร็วช่วยให้การชาร์จเพียง 10 นาทีรองรับการฟังเพลงได้สูงสุด 7 ชั่วโมงเมื่อใช้งานร่วมกับเคสและปิด ANC จึงเป็นอีกจุดเด่นสำหรับผู้ที่ต้องการเติมพลังงานก่อนเดินทางหรือใช้งานระหว่างวัน ffpตัวเลขแบตเตอรี่ดังกล่าวเป็นค่าสูงสุดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ โดยเอกสารแยกเงื่อนไขการเปิดและปิด ANC รวมถึงการใช้งานเฉพาะหูฟังและการใช้งานร่วมกับเคสไว้อย่างชัดเจน

เชื่อมต่อสองอุปกรณ์ พร้อมจับคู่รวดเร็วและมาตรฐาน IP55

CMF Buds Pro 2 รองรับ Dual-Device Connection สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ 2 เครื่องพร้อมกัน เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ พร้อมฟีเจอร์ Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair ที่ช่วยให้การจับคู่กับอุปกรณ์ที่รองรับทำได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

หูฟังยังมีโหมดความหน่วงต่ำหรือ Low Lag Mode สำหรับการใช้งานที่ต้องการให้ภาพและเสียงสอดคล้องกัน เช่น การเล่นเกม รวมถึงรองรับการสั่งงานแบบสัมผัสบนตัวหูฟัง ด้านความทนทาน ตัวหูฟังมีมาตรฐานป้องกันฝุ่นและน้ำระดับ IP55 โดยมาตรฐานนี้ครอบคลุมเฉพาะตัวหูฟัง ไม่รวมเคสชาร์จ

Nothing X รวมการตั้งค่าเสียง ANC และการอัปเดตเฟิร์มแวร์

แอป Nothing X เป็นศูนย์กลางสำหรับปรับแต่งการใช้งาน CMF Buds Pro 2 ดาวน์โหลดได้จาก App Store และ Google Play Store รองรับทั้งระบบ iOS และ Android โดยแนะนำให้อัปเดตแอปเป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อนใช้งาน

การเชื่อมต่อเริ่มจากนำหูฟังเข้าสู่โหมดจับคู่ เปิด Bluetooth บนสมาร์ทโฟน เลือกอุปกรณ์และยืนยันการเชื่อมต่อ จากนั้นเปิดแอป Nothing X เพื่อให้ระบบค้นหาหูฟังและยืนยันการเชื่อมต่อภายในแอปอีกครั้ง

เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อย ผู้ใช้สามารถปรับระดับ Active Noise Cancellation ตั้งค่า EQ อัปเดตเฟิร์มแวร์ และปรับแต่งปุ่มควบคุมผ่าน Custom Controls ได้ตามความต้องการ

CMF วางจุดขายของ Buds Pro 2 ไว้ที่การผสานสีสันและดีไซน์เข้ากับคุณภาพเสียง ความสะดวกในการควบคุม และระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ พร้อมชูความคุ้มค่าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ CMF ทั้ง 2 สี ราคา 2,399 บาท โดยสีเขียววางจำหน่ายแล้ว  ส่วนสีชมพู 30 ต.ค. นี้

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *