วันที่ 25 เมษายน 2568 ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 16 หน่วยงาน ร่วมลงนาม MOU สนับสนุนโครงการ “DE-fence platform” (แพลตฟอร์มกันลวง) เพื่อป้องกัน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โทรหรือส่ง SMS หลอกลวงประชาชน
สำหรับ 16 หน่วยงานที่ร่วมในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการบูรณาการความร่วมมือโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-FENCE) ประกอบด้วย 1.สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 2.สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 3.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 4.สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ 5.สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 6.ธนาคารแห่งประเทศไทย 7.สมาคมธนาคารไทย 8.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
9.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 10.กรมสอบสวนคดีพิเศษ 11.กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 12.สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ 13. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 14.บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) 15.บริษัท บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ16.บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด

ทั้งนี้จากสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 31 มีนาคม 2568 พบว่า มีการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จำนวนทั้งสิ้น 5.19 แสนคดี หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 5.07 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชน และปัจจุบันยังคงเกิดการหลอกลวงโดย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการที่มิจฉาชีพได้พัฒนาการก่อเหตุโดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านการโทรศัพท์และส่ง SMS ถึงผู้เสียหาย
จากการหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระหว่างกระทรวงดีอี กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ที่ประชุมได้เห็นชอบในการดำเนินโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง “DE-fence platform” เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง รวมทั้ง ส่ง SMS หลอกลวง
โดยเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน ช่วยในการคัดกรองสายเรียกเข้าและข้อความสั้นของคนร้าย รวมถึงช่วยยืนยันเบอร์โทรจากหน่วยงานสำคัญ เช่น ตำรวจ หรือ สถาบันการเงิน เป็นต้น ภายใต้ชื่อ “DE-fence platform” (แพลตฟอร์มกันลวง) ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการใช้งานป้องกันปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับ DE-fence platform เป็นการบูรณาการการทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม กสทช. ผู้บังคับใช้กฎหมาย อาทิ ตำรวจ และ กระทรวงดีอี เพื่อสอดรับกับนโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และข้อความสั้น (SMS) หลอกลวง

ประเสริฐ กล่าวว่า มาตรการนี้ เป็นการป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ใช้การโทรและ ส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS แนบลิงก์ใหม่ทั้งระบบ และต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่าผู้ให้บริการและผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความ และลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่าย ตรวจสอบลิงก์ ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ (End user)
“การคัดกรองแยกหมายเลขโทรศัพท์ “Blacklist” และ “Whitelist” ออกจากกัน จะเกิดขึ้นไม่ได้หากหลายภาคส่วนไม่ร่วมมือกัน ไม่ว่าสถาบันการเงิน ค่ายมือถือ กสทช. ตลอดจน ปปง. โดยมาตรการ “DE-fence platform” นี้ เป็น 1 ในหลายๆมาตรการ ที่กำหนดขึ้นเพื่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งก่อเหตุหลอกลวงข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สินของประชาชน ร่วมกับการบังคับใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยเชื่อว่าจะทำให้ความเดือดร้อนของประชาชนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ”รองนายกประเสริฐ กล่าว
สำหรับจุดเด่นของ DE-fence platform คือ การเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพื่อให้ได้ข้อมูลเลขหมายที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด รวมถึงการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ ตร. ปปง. ศูนย์ AOC 1441 และ กระทรวงดีอี เพื่อใช้ในการเตือนประชาชน ทำให้ประชาชนทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่าเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ความเสี่ยงของเบอร์โทรอยู่ระดับใด ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS รวมถึงสามารถตรวจหาความผิดปกติของ Link ที่แนบมากับ SMS ได้ เมื่อผู้รับต้องการตรวจสอบ
นอกจากนี้ยังมีระบบการแจ้งความออนไลน์และการแจ้งอายัดบัญชีคนร้าย ผ่านโทรสายด่วน AOC 1441 พร้อมระบบการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เพื่อส่งข้อมูลให้กับ ตร. ทั้งนี้ระบบจะมีการทำงานแบบ Real time เพื่อเป็นข้อมูลให้กับตร.และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการวิเคราะห์และวางแผนในการปราบปรามและป้องกันการหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดของมิจฉาชีพได้ทันที
สำหรับ DE-fence platform จะใช้หลักการในการแบ่งสายโทรเข้ารวมถึง SMS ที่ได้รับ เป็น 3 กลุ่ม คือ
- 1. Blacklist หรือ สีดำ ซึ่งเป็นหมายเลขการติดต่อจากคนร้ายที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้บริการเลือก Block หรือ ปิดกั้นแบบอัตโนมัติ
- 2. Greylist หรือ กลุ่มต้องสงสัย เป็นการติดต่อจากหมายเลขที่ต้องสงสัย อาทิ การติดต่อจากอินเทอร์เน็ต การติดต่อจากต่างประเทศ หรือ หน่วยงานเกี่ยวข้องหรือประชาชนทั่วไปแจ้งว่าเป็นเบอร์ต้องสงสัย โดยระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้บริการได้รู้ถึงระดับความเสี่ยงของสายโทรเข้า หรือ SMS ดังกล่าว
- 3.Whitelist หรือ สีขาว เป็นหมายเลขหน่วยงานที่ลงทะเบียนถูกต้อง และได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐหมายเลขโทร 3 – 4 หลัก เช่น 1111
อย่างไรก็ตามการพัฒนา DE-fence platform ในระยะแรกจะเน้นที่เบอร์โทร และ SMS ก่อน โดยเฉพาะ whitelist ที่เป็นของหน่วยงานรัฐ ที่คนร้ายมักใช้ในการหลอกลวงประชาชนก่อน และในระยะต่อไปจะขยาย whitelist ให้ครอบคลุมหน่วยงานและบริษัทมากขึ้น พร้อมทั้งขยายการป้องกันและแจ้งเตือน ขณะนี้ DE fence อยู่ระหว่างการทดสอบความปลอดภัยและสามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมาก เนื่องจากประเมินว่าจะมีผู้ใช้ประจำ (active users) กว่า 1 ล้านคน
สำหรับการเปิดให้บริการ DE fence แพลตฟอร์ม (BETA version หรือ ระยะทดลอง) จะเริ่มในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ประชาชนหรือผู้สนใจสามารถ download ได้ จากชื่อ “DE-fence” ผ่านทาง google play store และ apple store






ทรูสนับสนุนดีอีเพื่อปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์

จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมลงนามพัฒนาแพลตฟอร์ม DE-FENCE โดยทรูได้ทำงานอย่างบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน สร้างเครือข่ายพันธมิตรทำงานร่วมกัน เพื่อพิจารณาถึงฟังก์ชั่นต่างๆในแอปที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดกับลูกค้าผู้ใช้งานมือถือในไทย วิธีการกรองข้อมูลเบอร์ต้องสงสัย การ verify ตลอดจนแหล่งข้อมูลเบอร์มิจฉาชีพ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์

จักรกฤษณ์ กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจหลักของทรูคือการสร้างสังคมดิจิทัลที่ครอบคลุม ปลอดภัย และยั่งยืน โดยทรูมุ่งมั่นดูแลและปกป้องคนไทยจากภัยมิจฉาชีพมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ผ่านบริการ True CyberSafe ที่ให้กับลูกค้าทรู ดีแทค และทรูออนไลน์ทุกคนเท่านั้น แต่ยังร่วมมือแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรในการต่อสู้กับภัยไซเบอร์อย่างจริงจัง
สำหรับแพลตฟอร์ม DE-FENCE ที่กระทรวงดีอี เปิดตัวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ให้กับคนไทย ซึ่งทรูได้มีส่วนร่วมในการหารือให้ความเห็นในการพัฒนาฟังก์ชันต่างๆ ของแอปพลิเคชัน เพื่อให้ตอบโจทย์และมีประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้งานในประเทศ ทั้งนี้ ทรูพร้อมสนับสนุนทุกภารกิจและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมสร้างสังคมเข้มแข็ง และจัดการภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด