ปรากฏการณ์ DeepSeek เขย่าตลาดเทคฯ โลก

หน้าที่ของวิศวกรไอทีคือการพัฒนาเทคโนโลยีให้ดีขึ้นภายใต้ข้อจำกัดที่มี ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนโลกของ AI กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดจากการที่สตาร์ทอัปสัญชาติจีน พัฒนาโมเดล AI ที่มีความเก่งกาจเทียบชั้นกับบริษัทเทคฯ ระดับโลก และสร้างแรงกระเพื่อมวงกว้างให้ภาคเทคโนโลยี

DeepSeek เริ่มเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงบนโลกอินเทอร์เน็ตในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเริ่มมีผู้ใช้งานทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก ได้เข้าไปทดลองใช้งาน DeepSeek ก่อนมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น และแอปฯ DeepSeek ติดอันดับแอปฯ ยอดนิยมใน App Store แซงหน้า ChatGPT

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ DeepSeek ได้รับความนิยม คือการที่โมเดล AI ของ DeepSeek อย่าง R1 สามารถให้คำตอบที่เน้นด้านเหตุผล แก้ไขปัญหาต่างๆ ไปจนถึงการเขียนโปรแกรม ได้ดีเทียบเท่ากับผู้นำในตลาด Generative AI อย่าง ChatGPT ที่มีโมเดล o1 หรือขึ้นไปเทียบชั้นกับ Google Gemini

สิ่งที่ตามมาหลังจากที่ DeepSeek ได้รับความนิยม กลายมาเป็นแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ NVIDIA ที่ร่วงลงมาถึง 17% หรือเสียมูลค่าตลาดไปกว่า 6 แสนล้านเหรียญ ก่อนที่ปัจจุบันราคาหุ้นจะฟื้นกลับมาเรียบร้อยแล้วก็ตาม

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความกังวลในตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ มาจากเบื้องหลังในการพัฒนาของ DeepSeek ที่ออกมาเปิดเผยว่าใช้เงินลงทุนราว 5.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้น เมื่อเทียบกับบิ๊กเทคฯ ที่ลงทุนพัฒนา AI ไปในหลักร้อยล้านเหรียญ ถือว่ามีต้นทุนที่ต่ำกว่ามากๆ

นอกจากนี้ ยังกลายเป็นว่าการจำกัดการส่งออกชิปเซ็ตของสหรัฐฯ ที่มีการปิดกั้นเทคโนโลยีไม่ให้จีนสามารถนำไปใช้งานได้นั้น กลายเป็นการบีบคั้นให้นักวิจัย และพัฒนาของจีน เร่งพัฒนาเทคโนโลยีภายใต้ข้อจำกัดที่มี จนสร้างจุดเปลี่ยนในโลกของ AI เวลานี้

จากข้อมูลที่ออกมา กลายเป็นว่า เหลียง เหวินเฟิง (Liang Wenfeng) ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ได้ทยอยซื้อ GPU จาก NVIDIA A100 เพื่อนำมาใช้ในการฝึกอบรมโมเดล AI ตั้งแต่ปี 2021 เพื่อใช้ในการพัฒนา DeepSeek

รวมถึงข้อมูลจาก Whitepaper ที่ระบุว่า DeepSeek V3 พัฒนาขึ้นจากการใช้งานชิป NVIDIA H800 รุ่นพิเศษ ที่ถูกปรับแต่งเพื่อทำตลาดในจีนโดยเฉพาะ เพียง 2,000 ตัว เท่านั้นในการฝึกโมเดลซึ่งเปิดตัวมาในช่วงปลายปี 2024

DeepSeek
ตัวอย่างคำตอบของ DeepSeek

อีกส่วนที่ทำให้ DeepSeek เป็นที่จับตามองคือการที่ตัว AI นี้ ถูกพัฒนาแบบเปิด (Open Source) ทำให้ผู้ที่สนใจ สามารถโหลดโมเดล AI นี้ไปติดตั้งใช้งานบนคอมพิวเตอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์ เพื่อใช้งานได้ทันที และเปิดทางให้นักพัฒนาสามารถนำไปต่อยอดได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากเริ่มให้บริการ DeepSeek ออกสู่สาธาณะ สิ่งที่ตามมาคือการถูกจับตามองในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งเริ่มมีหลายประเทศในยุโรป ออกมาสั่งแบนแอปฯ DeepSeek ออกจาก App Store เนื่องจากไม่สามารถการันตีความปลอดภัยในเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

ต่อเนื่องไปถึงประเด็นในการคัดกรองเนื้อหาที่ DeepSeek ตอบออกมา ซึ่งอาจถูกปิดกั้นข้อมูลบางอย่างโดยรัฐบาลจีน ซึ่งกลายเป็นข้อกังขาว่า ข้อมูลที่ DeepSeek นำเสนอออกมานั้นจะมีการบิดเบือนในเรื่องต่างๆ มากน้อยแค่ไหน

เรื่องราวเหล่านี้ นับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ ปรากฎการณ์ AI สัญชาติจีน ที่มากระตุ้นให้วงการเทคโนโลยีเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และต้องคอยจับตาดูกันต่อไป

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *