Synology ชี้ธุรกิจไทยต้องเสริม 3 รากฐานรับ AI หลังผลสำรวจพบเพียง 9.5% มั่นใจรับมือภัยคุกคาม

Synology เผยผลสำรวจองค์กรไทย 86% เห็นความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI แต่ยังเผชิญโจทย์ความปลอดภัย ความพร้อมของข้อมูล และการกู้คืนระบบ แนะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ความสามารถรับมือภัยไซเบอร์ และการใช้ AI ในที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแล เผยแค่ 9.5%มั่นใจพร้อมรับมือภัยคุกคามจาก AI พร้อมนำเสนอ PAS7700, ActiveProtect, Synology Office Suite และ DSM Agent หนุนการลงทุน AI ให้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้

บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด หรือ Synology เปิดเผยผลสำรวจ The Synology 2026 Southeast Asia Business AI Transformation Survey ภายในงาน Synology Press Event 2026 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทย 86% เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI มีความสำคัญต่อกระบวนการทำงานและการเพิ่มผลิตภาพ แต่มีเพียง 9.5% ที่มั่นใจอย่างมากว่าองค์กรพร้อมรับมือภัยคุกคามจาก AI สะท้อนความจำเป็นในการพัฒนาความพร้อมด้านข้อมูล การปกป้องและกู้คืนระบบ ตลอดจนการกำกับดูแลการใช้ AI ควบคู่กัน

Synology เสนอให้ธุรกิจไทยพัฒนา 3 รากฐานสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือ Data Infrastructure ความสามารถในการรับมือและกู้คืนระบบจากภัยไซเบอร์ หรือ Cyber Resilience และการใช้ AI ในที่ทำงาน หรือ AI in the Workplace ภายใต้การกำกับดูแลข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้องค์กรขยายการใช้งาน AI และเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ

แอนโทนี่ หยาง (Antoine Yang) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด กล่าวว่า การใช้ AI กำลังเปลี่ยนจากการเลือกเครื่องมือไปสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ทางธุรกิจ ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการจัดเก็บ เข้าถึง ปกป้อง และนำข้อมูลมาใช้ให้ทันต่อการตัดสินใจ

“AI จะสร้างผลตอบแทนได้เมื่อข้อมูลพร้อม ระบบรองรับ Workload ได้เต็มประสิทธิภาพ และธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้เร็วเมื่อเกิดเหตุ ทั้งสามเรื่องต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการนำ AI มาใช้”


ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ผลสำรวจพบว่า แม้ผู้ตอบแบบสำรวจในไทย 86% เห็นความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI ต่อกระบวนการทำงานและผลิตภาพ แต่มีเพียง 31.3% ที่ให้ความสำคัญในระดับ “สำคัญมาก” โดย Synology มองว่า องค์กรไทยรับรู้ถึงความจำเป็นแล้ว แต่ยังต้องจัดลำดับการลงทุนให้พร้อมก่อนขยายการใช้ AI ในวงกว้าง
ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นความท้าทายอันดับแรกในการนำ AI มาใช้ โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจระบุถึงประเด็นนี้ 64.4% รองลงมาคือคุณภาพและความพร้อมใช้ของข้อมูล 47.3% และต้นทุนการติดตั้งระบบ 33.7% ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจต้องใช้เวลาเตรียมข้อมูลนานขึ้น ตัดสินใจช้าลง และสร้างผลตอบแทนจาก AI ได้ยากขึ้น

Synology ระบุว่า แม้องค์กรจะลงทุนในหน่วยประมวลผลกราฟิก หรือ GPU ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่หากระบบจัดเก็บข้อมูลและเส้นทางรับส่งข้อมูลไม่สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบวิเคราะห์ได้ทัน ก็อาจใช้ศักยภาพของระบบประมวลผลได้ไม่เต็มที่ เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น องค์กรจึงควรบริหารทั้งความเร็วและต้นทุนผ่านการจัดระดับชั้นข้อมูล หรือ Data Tiering และการลดปริมาณพื้นที่ที่ใช้จัดเก็บข้อมูล หรือ Data Reduction เพื่อให้รูปแบบการจัดเก็บเหมาะกับการใช้งานและใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า

สำหรับความพร้อมด้านภัยไซเบอร์ ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยเพียง 9.5% มั่นใจอย่างมากว่าองค์กรพร้อมรับมือภัยคุกคามจาก AI ขณะที่ 38.5% ระบุว่ายังไม่พร้อม โดยการโจมตีที่เกิดขึ้นรวดเร็วส่งผลให้ต้นทุนของเหตุการณ์ครอบคลุมทั้งช่วงเวลาที่ระบบหยุดทำงาน รายได้ การให้บริการ และความเชื่อมั่นของลูกค้า

แม้ผู้ตอบแบบสำรวจ 92% ระบุว่ามีการใช้เครื่องมือปกป้องข้อมูลแล้ว แต่มีเพียง 21.4% ที่มั่นใจอย่างมากว่าจะกู้คืนระบบจากแรนซัมแวร์ได้อย่างรวดเร็วโดยข้อมูลสำรองยังปลอดภัย ขณะที่ 32.5% ยังไม่มั่นใจว่าจะกู้คืนข้อมูลได้เมื่อเกิดเหตุ Synology จึงชี้ว่า คุณค่าของการสำรองข้อมูลต้องวัดจากความพร้อมในการกู้คืนและความสามารถในการทำให้ธุรกิจกลับมาดำเนินงานภายในเวลาที่กำหนด

“ทุกนาทีที่ระบบหยุดทำงานส่งผลต่อรายได้ การให้บริการ และความเชื่อมั่นของลูกค้า Backup ที่ดีจึงต้องช่วยให้ธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้เร็ว ด้วยข้อมูลสำรองที่แยกจาก Production แก้ไขไม่ได้ และกู้คืนได้จริง” แอนโทนี่กล่าว

บริษัทแนะนำให้องค์กรแยกโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสำรองข้อมูลออกจากระบบที่ใช้งานจริง และใช้หลักสำรองข้อมูล 3-2-1-1-0 คือมีข้อมูล 3 ชุด จัดเก็บบนสื่อ 2 รูปแบบ มี 1 ชุดอยู่นอกสถานที่ และอีก 1 ชุดอยู่ในรูปแบบที่แก้ไขไม่ได้ หรือ Immutable หรือจัดเก็บแบบออฟไลน์ พร้อมทดสอบการกู้คืนให้มั่นใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด

ด้านการใช้ AI ในที่ทำงาน รหัท บุญตันจีน ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด กล่าวว่า บุคลากรในประเทศไทย 73% ใช้เวลากับงานเอกสารที่ต้องทำด้วยตนเองมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การนำ AI มาช่วยเรียบเรียงเอกสาร สร้างงานนำเสนอ วิเคราะห์สเปรดชีต และสรุปการประชุม จึงมีโอกาสช่วยให้ทีมงานมีเวลามากขึ้นสำหรับงานที่สร้างรายได้ ยกระดับบริการ และสนับสนุนการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม โอกาสในการเพิ่มผลิตภาพมาพร้อมความเสี่ยงด้านข้อมูล โดยผลสำรวจพบว่า องค์กร 34% ยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ AI ของพนักงาน มีเพียง 26.1% ที่บังคับใช้การควบคุมด้วยมาตรการทางเทคนิค และ 47.1% มองไม่เห็นว่าเครื่องมือ AI ภายนอกจัดการข้อมูลที่ส่งเข้าไป

อย่างไร องค์กรจึงต้องนำนโยบายมาปฏิบัติผ่านการกำหนดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล การบันทึกกิจกรรม และการตรวจสอบเส้นทางข้อมูล

“AI ในที่ทำงานควรเริ่มจากโจทย์ที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ พร้อมคำตอบที่ชัดเจนว่าข้อมูลอยู่ที่ใด ใครเข้าถึงได้ และข้อมูลใดถูกส่งออกไป การควบคุมที่ตรวจสอบได้จะช่วยให้องค์กรขยายการใช้งานได้อย่างมั่นใจ” รหัท กล่าว

ภายในงาน Synology นำเสนอผลิตภัณฑ์และแนวทางพัฒนาโซลูชันเพื่อรองรับทั้ง 3 รากฐาน โดยด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลมี PAS7700 ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นระบบจัดเก็บข้อมูล NVMe SSD รุ่นแรกของ Synology สำหรับงานที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ หรือ Mission-critical Workload เพื่อช่วยลดคอขวดระหว่างระบบจัดเก็บข้อมูลกับระบบประมวลผล

พร้อมนำเสนอ FS Series และ RS Series เจเนอเรชันใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับงานจัดเก็บข้อมูลทั่วไป ส่วนระบบปฏิบัติการ DSM 7.4 เพิ่ม Synology Tiering และความสามารถ Data Reduction บนฮาร์ดดิสก์ หรือ HDD เพื่อช่วยให้องค์กรใช้พื้นที่จัดเก็บได้คุ้มค่าขึ้นตามการเติบโตของข้อมูล

ผู้บริหาร Synology ยกกรณีศึกษาของ Ethos Media Production ซึ่งใช้ PAS7700 เป็นศูนย์กลางจัดเก็บไฟล์แบบ All-flash ความจุ 70 เทราไบต์ รองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 15 คน โดยสามารถลดเวลาอัปโหลดวิดีโอขนาด 100 กิกะไบต์ จากประมาณ 40 นาทีเหลือ 2 นาที ช่วยให้ทีมงานมีเวลาผลิตงานมากขึ้นและส่งมอบคอนเทนต์ได้ตามกำหนด

ด้านการปกป้องและกู้คืนระบบ ActiveProtect Appliances รวมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสำรองข้อมูลโดยเฉพาะ การบริหารจัดการจากศูนย์กลาง การปกป้องข้อมูลแบบแก้ไขไม่ได้ และทางเลือกในการแยกระบบสำรองข้อมูลออกจากเครือข่าย หรือ Air-gap ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว

ขณะที่ ActiveProtect Manager 2.0 ขยายการรองรับไปยัง Nutanix AHV และ Proxmox VE พร้อมเพิ่มการเข้ารหัสระดับวอลุ่ม หรือ Volume-level Encryption และความยืดหยุ่นในการกำหนดปลายทางสำหรับการสำรองและกู้คืนข้อมูล ส่วน DP5200 เพิ่มทางเลือกอุปกรณ์ขนาด 1U โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแบบบอกรับสมาชิก หรือ Subscription

นอกจากนี้ Synology เปิดเผยทิศทางการพัฒนาความสามารถตรวจจับความผิดปกติของข้อมูลสำรองด้วย AI หรือ AI-enhanced Anomaly Detection การสแกนมัลแวร์ก่อนกู้คืน และ Auto Fallback สำหรับค้นหาสำเนาล่าสุดที่ปลอดภัย โดยความสามารถดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพัฒนา มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงจากการกู้คืนข้อมูลที่ปนเปื้อนและช่วยให้ธุรกิจกลับมาออนไลน์ได้เร็วขึ้น

สำหรับการใช้ AI ในที่ทำงาน Synology Office Suite รองรับการปรับแก้เอกสาร การสร้างเนื้อหาสำหรับงานนำเสนอ และการค้นหาสูตรสำหรับสเปรดชีตบนระบบที่ติดตั้งภายในองค์กร หรือ on-premises ส่วน Synology ChatPlus และ Meet รองรับการสื่อสาร การแปลบทสนทนา และการสรุปการประชุม

อีกหนึ่งโซลูชันคือ DSM Agent ซึ่งช่วยให้ทีมไอทีวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาผ่านคำถามภาษาพูด โดยยังคงควบคุมการเข้าถึงข้อมูลตามสิทธิ์ที่กำหนดใน DSM

ในด้านการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ มีการนำเสนอ DVA7400 ซึ่งใช้ AI ช่วยตรวจจับและค้นหาฟุตเทจ เพื่อลดเวลาตรวจสอบเหตุการณ์ พร้อมเปิดเผยการพัฒนา Scale-out Storage และ Hybrid Surveillance ซึ่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อรองรับการขยายโครงสร้างพื้นฐานตามปริมาณข้อมูลและความต้องการด้านการดำเนินงานขององค์กร

“ธุรกิจไทยจะขยายการใช้ AI ได้อย่างมั่นใจเมื่อข้อมูลพร้อมใช้ ระบบสามารถกู้คืนได้ และการกำกับดูแลทำงานได้จริง โดยรากฐานเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรเดินหน้าตามระดับความพร้อม และเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้” เป็นคำแนะนำจากผู้บริหาร Synology









Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *