บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ผู้ให้บริการรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจรประสบการณ์กว่า 40 ปี เดินหน้าเปลี่ยนผ่านองค์กรครั้งสำคัญสู่ “ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค (Regional Energy & Natural Resources Developer)” โชว์ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยรายได้รวม 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 304% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สะท้อนความสำเร็จในการขยายธุรกิจสู่ห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานในกลุ่มประเทศ CLMV ตอกย้ำความเชื่อมั่นในการบรรลุเป้าหมายรายได้ต่อปีกว่า 20,000 ล้านบาทภายในปี 2578 ด้วย 2 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การขับเคลื่อนซัพพลายเชนด้านทรัพยากรพลังงานผ่านบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) ในเวียดนาม และการพัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนผ่านโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower)


เดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2569 ของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยรายได้รวม 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 304% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ 267.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 171% ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท โดยปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในไตรมาสนี้ มาจากการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน ควบคู่กับการรวมผลประกอบการของบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) ประเทศเวียดนามเข้ามาในงบการเงินรวมตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป
“ปีที่ผ่านมา เราบรรลุเป้าหมายหนึ่งที่จะทำให้บริษัทมีธุรกิจในระยะยาวและมั่นคงขึ้นคือการเข้าไปซื้อ Nam Tien ในเวียดนาม”






ทั้งนี้ PSGC มีประสบการณ์ในส่วนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจรซึ่งเป็นฐานธุรกิจหลักของ PSGC มาตลอดกว่า 40 ปี และยังคงเดินหน้าสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการ XPPL Expansion Phase 1 คือการสร้างอินฟราสตรักเจอร์ในเหมืองถ่านหิน และโครงการก่อสร้างชุมชนใหม่และสาธารณูปโภคพื้นฐานในสปป.ลาว ทั้ง 2 โครงการมีมูลค่ามากกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท นับจนถึงปัจจุบันสิ้นเดือนมีนาคม 2569 บริษัทรับรู้รายได้ไปแล้วประมาณ 10,374 ล้านบาทและมี Back Lock อีกมากกว่า 2,700 ล้านบาท
ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 ที่เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านองค์กรของ PSGC จากผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจร สู่ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค กำลังเดินมาถูกทาง การขยายธุรกิจเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานในกลุ่มประเทศ CLMV ยกระดับเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค
ซึ่งไม่เพียงสร้างฐานรายได้ใหม่ที่มั่นคงและต่อเนื่องแต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของบริษัทจากที่พึ่งพาโครงการก่อสร้างเป็นหลัก ไปสู่โครงสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่มีความเสถียรและเติบโตควบคู่ไปกับความต้องการพลังงานของภูมิภาค PSGC มั่นใจว่าโมเมนตัมที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกปีนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบรรลุเป้าหมายรายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2569 นี้ และขยายฐานรายได้สู่ระดับมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2578 หรือ เป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้า



“3 เซ็กเตอร์หลักตามเป้าหมายของ PSGC ประกอบด้วยธุรกิจก่อสร้าง (construction) ที่เป็นฐานเดิมที่ปัจจุบันรับงานเฉพาะในกลุ่มบริษัท, ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงาน (Resource) อย่างถ่านหินที่จะมีสัดส่วนรายได้สูงถึง 64-90% และพลังงาน (Energy) ที่อยู่ระหว่างการศึกษา อาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีจะเห็นผลสำเร็จของโครงการ”

การยกระดับเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค ในด้านการพัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของ PSGC มี 2 กลยุทธ์ที่สำคัญ





กลยุทธ์แรกของ PSGC คือเดินหน้าขับเคลื่อนซัพพลายเชนด้านทรัพยากรพลังงานผ่าน Nam Tien Limited Liability Company (NT) บริษัทสัญชาติเวียดนามที่ดำเนินธุรกิจห่วงโซ่อุปทานด้านทรัพยากรพลังงาน และการขนส่งถ่านหินข้ามพรมแดนระหว่างสปป.ลาว และเวียดนาม โดย PSGC ได้เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 64% มูลค่า 23 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 750 ล้านบาท แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พร้อมเริ่มรวมงบการเงินตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ Nam Tien วางเป้าหมายในการขายถ่านหินจำนวน 4 ล้านตันในปี 2569 ภายใต้สัญญาซื้อขายกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานในเวียดนาม ที่สามารถขายถ่านหินได้สูงสุดถึงปีละ 10 ล้านตัน
โครงการ XPPL คือเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศลาว มีปริมาณสำรองถ่านหินสูงถึง 600 ล้านตัน ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญเมื่อรวมร่างกับ Nam Tien จึงกลายเป็นแต้มต่อที่แข็งแรงมากของ PSGC โดยเฉพาะสัญญาซื้อขายถ่านหินล็อคทั้งราคา ล็อคทั้งความต้องการและล็อคแหล่งที่มาของถ่านหินซึ่งเป็นความได้เปรียบที่ไม่มีใครแข่งขันได้



กลยุทธ์ที่สอง PSGC กำลังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนผ่านโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower – PSH) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ที่จะรองรับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภูมิภาค โดยบริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricite Du Laos: EDL) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 เพื่อศึกษาการพัฒนาและยกระดับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิมให้เป็นระบบ PSH พร้อมบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ สอดคล้องกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของอาเซียน
ทั้งนี้ ทิศทางในอนาคต PSGC จะมุ่งคัดสรรโครงการก่อสร้างที่เชื่อมโยงกับธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มบริษัทเป็นหลัก เพื่อสร้างความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ และสร้างมูลค่าเพิ่มข้ามธุรกิจ (Cross-business Value Creation) ภายในเครือ PSGC
นอกจากการขยายธุรกิจเชิงรุกแล้ว PSGC ยังได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างทุนทางบัญชี ด้วยการรวมหุ้นและลดทุน (Reverse Stock Split) เพื่อเพิ่มความชัดเจนของมูลค่าหุ้นที่สะท้อนศักยภาพของบริษัทอย่างแท้จริง การปรับปรุงครั้งนี้ถือเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างทุนทางบัญชีให้เหมาะสมกับทิศทางธุรกิจใหม่ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนในระยะยาว




สมฤดี ห์ลีละเมียร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน PSGC กล่าวว่า การเติบโตของรายได้และกำไรในไตรมาสแรกปี 2569 ตอกย้ำความแข็งแกร่งของฐานะการเงินของ PSGC และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากธุรกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานเกี่ยวกับซัพพลายเชนด้านทรัพยากรพลังงานผ่าน Nam Tien ที่เริ่มรวมงบการเงินตั้งแต่ไตรมาสนี้เป็นต้นไป จะเป็นแรงส่งสำคัญต่อรายได้และกำไรของ PSGC ในระยะยาว
นอกจากนี้ การปรับปรุงโครงสร้างทุนทางบัญชีผ่านการรวมหุ้นและลดทุน จะช่วยให้โครงสร้างทางการเงินของบริษัทมีความชัดเจน ทั้งหมดนี้ทำให้มั่นใจได้ว่า PSGC จะสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ระยะยาวมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2578