วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อินโดนีเซีย (The Indonesia Broadcasting Commission) โดย ดร.โมฮัมเม็ด เรซา รองประธานกรรมการฯ พร้อมคณะได้เข้าเยี่ยมและหารือร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่สำนักงาน กสทช. กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อแนวทางการกำกับดูแลบริการ OTT และ Media Platform


ดร.โมฮัมเม็ด เรซา กล่าวว่าปัจจุบันคณะกรรมการฯ อินโดนีเซีย มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานรายการและกำกับดูแลเนื้อหาตามแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สามารถกำกับดูแลเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตได้ เนื่องจากกฎหมายเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2545 (ค.ศ.2002) บัญญัตินิยามของกิจการเพียงวิทยุและโทรทัศน์กระจายเสียง (Radio and Television Broadcasting) เท่านั้น จึงไม่สามารถกำกับดูแลเนื้อหาที่เกิดจากการกระจายเสียงบนโลกอินเทอร์เน็ตได้

ในการนี้ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช.ด้านกิจการกระจายเสียง ได้กล่าวต้อนรับและชี้แจงว่าประเด็นปัญหาดังกล่าวนับเป็นความท้าทายที่ประเทศไทยและคิดว่าทั่วโลกประสพเช่นกัน อย่างไรก็ตาม กสทช. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลเรื่องนี้ ต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขประกาศ กสทช.หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับในการทำหน้าที่ดังกล่าว เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของรัฐเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง

ส่วนประเด็นที่ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อินโดนีเซียได้ขอให้ทาง กสทช. แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการกำหนดแนวทางการกำกับดูแลบริการ OTT ของ กสทช. นั้น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้ยืนยันถึงอำนาจของ กสทช. ในการกำกับดูแลบริการดังกล่าว ด้วยเหตุที่ กสทช. ได้มีมติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2560 แล้วว่า บริการ OTT เป็นกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ที่อยู่ภายใต้อำนาจการกำกับดูแลของ กสทช. ตามนิยามของ “กิจการโทรทัศน์” ซึ่งระบุในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งแตกต่างจากนิยามของกฎหมายอินโดนิเซีย
ประกอบกับมติที่ประชุม กสทช. เมื่อ พ.ศ. 2566 หรือ 3 ปีที่แล้ว ที่ได้มีการกำหนดเพิ่มเติม ให้ชี้เฉพาะขึ้นว่า “ให้การแพร่ภาพและแพร่เสียงผ่านบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มถือเป็นการให้บริการโทรทัศน์ (service provider) โดยรวมถึงบริการ Video-on-Demand และ Video Sharing Platform” ทว่า ในปัจจุบันร่างประกาศที่เกี่ยวกับการกำกับดูแล OTT ซึ่งคณะอนุกรรมการด้านการให้บริการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ของ กสทช. ได้ยกร่างจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2566 เช่นเดียวกัน ยังรอการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในการประชุม กสทช.
นอกจากนี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อินโดนีเซียยังได้สอบถามถึงแนวทางการกำกับดูแล AI ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. พิรงรองฯ จึงได้แจ้งให้ทางคณะผู้แทนทราบว่า สำนักงาน กสทช. ได้มีการหนุนเสริมการทำงานขององค์กรวิชาชีพและภาคีเครือข่ายสื่อสารมวลชนอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด โดยเฉพาะการสนับสนุนกระบวนการจัดทำคู่มือจริยธรรมและแนวปฏิบัติของสื่อสารมวลชนในการนำเสนอเนื้อหาภายใต้บริบทต่างๆ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลกันเอง ทั้งนี้ รวมถึงการพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องการใช้ AI ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ร่วมกับองค์กรกำกับดูแลกันเองของสื่อด้วย
สุดท้าย คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อินโดนีเซียเสนอเห็นควรให้มีการหยิบยกประเด็นนี้หารือในระดับ ASEAN เพื่อยกระดับความร่วมมือ ซึ่งทาง กสทช. เห็นด้วย เฉกเช่นเดียวกับ สหภาพยุโรป (EU) ที่ได้กำหนด EU Framework for Internet Regulation เพื่อคุ้มครองพลเมืองยุโรป โดยใน ปี ค.ศ.2024 ได้ออก Digital Services Act (DSA) เพื่อกำกับดูแลเนื้อหาและแพลตฟอร์มที่ผิดกฎหมาย และ Digital Markets Act (DMA) เพื่อป้องกันการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมตลอดจนความเป็นธรรมและมีมาตรฐานบนโลกดิจิทัล
ทั้งนี้ ASEAN ควรดำเนินการและต้องเร่งพิจารณากรอบแนวทางในการ กำกับดูแล เช่น Digital Platform Regulation เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในการคุ้มครองผู้ใช้งานต่อไป