‘รองนายกฯประเสริฐ’ กำชับ ‘กนช.’ เดินหน้าเชิงรุกป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติทุกรูปแบบพร้อมเร่งรัดขยายระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast ครอบคลุมทั่วประเทศ 

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำชับ ‘กนช.’ เดินหน้าเชิงรุกป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติทุกรูปแบบ สั่งเร่งรัดขยายระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลรวดเร็วและทันเหตุการณ์ หวังลดความเสียหายและผลกระทบ

วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เปิดเผยถึงการเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและภัยพิบัติ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกองทัพ เข้าร่วมประชุมว่า ในปี 2568 นี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ฝนที่มาเร็วกว่าปกติ ทำให้หลายพื้นที่มีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ร่องมรสุมมีกำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรงพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ก่อนเคลื่อนตัวเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนาม 

ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักบางพื้นที่ในประเทศไทย แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากปริมาณฝนที่อาจตกลงมาในช่วงนี้ แต่จากข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและกรมชลประทาน ระดับน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เนื่องจากได้มีการพร่องน้ำไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่อาจเพิ่มสูงขึ้น จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ

“รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างเต็มที่ในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรับมือกับอุทกภัย วาตภัย และธรณีพิบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การประชุมครั้งนี้จึงเน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและพื้นที่จังหวัดต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และเตรียมมาตรการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ โดยนโยบายเหล่านี้ นอกจากจะทำให้ลดผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำฝนที่มีปริมาณมากกว่าปกติในการทำการเกษตรได้มากขึ้นอีกด้วย”

นอกจากนี้ รองนายกฯประเสริฐ ยังได้มอบนโยบายสำคัญหลายประการต่อที่ประชุม อาทิ การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าโดย สทนช. เพื่อเฝ้าระวังและคาดการณ์พายุ รวมถึงการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 วัน พร้อมตรวจสอบและทดสอบระบบเตือนภัยให้พร้อมใช้งานนอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมทรัพยากรธรณีติดตามสถานการณ์น้ำและธรณีพิบัติภัยอย่างใกล้ชิด

ด้านการเตรียมความพร้อมพื้นที่ รองนายกฯประเสริฐได้สั่งการให้เร่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ และประสานกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาในการขุดลอกลำคลองต่างๆ ให้สามารถระบายน้ำได้อย่างสะดวก พร้อมทั้งเตรียมเครื่องจักรกล อุปกรณ์ อากาศยาน เรือ และศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในระดับจังหวัดไว้ล่วงหน้า รวมถึงพื้นที่อพยพและศูนย์พักพิง พร้อมอาหาร น้ำดื่ม และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในกรณีฉุกเฉิน

ในส่วนของการฟื้นฟูและเยียวยา ได้สั่งการให้เร่งสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้เร็วที่สุด พร้อมจัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อเข้าไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ห่างไกล โดยเน้นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จิตอาสา และมูลนิธิต่างๆ อย่างเป็นระบบและไม่ซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบการแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast (CB) ซึ่งเริ่มเปิดใช้งานแล้วในหลายพื้นที่ และกำลังเร่งขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเผยแพร่ความรู้ด้านภัยพิบัติและการเตรียมตัวรับมือผ่านช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านและบริเวณทะเลอันดามัน รองนายกฯประเสริฐได้สั่งการให้กรมทรัพยากรธรณีเฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์ทันทีหากมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยใช้ระบบ CB แจ้งเตือนประชาชนภายใน 1 ชั่วโมง

รองนายกฯประเสริฐย้ำในช่วงท้ายว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติในทุกรูปแบบ พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *