เต็มอิ่มกับ ‘บิ๊กไปรษณีย์’ คาดสิ้นปี 67 รายได้ 2.1 หมื่นล้านบาท 9 เดือนแรก 1.58 หมื่นล้านบาท Q3 กำไรกว่า  31 ล้านบาท

ไปรษณีย์ไทย คาดสิ้นปี 2567 รายได้รวม 21,000 ล้านบาท โดย 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.) ปี 2567 มีรายได้รวม 15,858.67 ล้านบาท ไตรมาส 3 กำไรประมาณ 31 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์เติบโตสูง เตรียมเปิด  Digital Postbox ต้นปีหน้า มั่นใจเป็นผู้พร้อมให้บริการ Virtual Bank จากความได้เปรียบของฐานข้อมูลและเครือข่าย 

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวถึงผลประกอบการว่า สิ้นปีนี้ไปรณีย์ไทยคาดว่าจะมีรายได้รวมประมาณ 21,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มมากกว่าปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 20,000 ล้านบาท ท่ามกลางการแข่งขันของช่องทางอี-คอมเมิร์ซและขนส่งที่มากขึ้น โดยไตรมาส 3 มีกำไรประมาณ 31 ล้านบาท

โดยธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์มีการเติบโตประมาณ 3% กว่าๆ มีการโฟกัสตลาดอี-คอมเมิร์ซมากยิ่งขึ้น ในส่วนไปรษณีย์ภัณฑ์เติบโตลดลงซึ่งก็เป็นไปตามตลาดรวมทั้งประเทศเพราะคนหันไปสื่อสารช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นโดยไปรษณีย์ไทยก็หันไปมุ่งช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ส่วนมุมมองของการสร้างรายได้ใหม่ๆให้มากยิ่งขึ้นต้องเริ่มจากสิ่งที่เป็น ธุรกิจหลักที่มีอยู่ก่อน ต้องสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงให้ทุกคนคิดถึงแบรนด์ไปรษณีย์ไทยก่อนแบรนด์อื่นด้วยคุณภาพการส่งต้องส่งไว ของไม่เสียหาย ส่วนการสร้างธุรกิจใหม่ๆก็ต้องใช้เวลา

“เราต้องอัดรายได้เพิ่มขึ้นให้ได้มากที่่สุดรวมทั้งขยายฐานลูกค้าท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง”

สิ่งที่ผู้บริหารไปรษณีย์ไทยมองว่าต้องทำนับจากนี้ไปคือต้องปรับปรุงคุณภาพการให้บริการเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนและแต่ละกลุ่มที่ไม่เหมือนกัน เพราะลูกค้าสามารถเลือกได้ว่างานนี้ให้ไปรษณีย์ไทยส่งหรือไม่ ทุกวันนี้มีช่องทางการส่งมากมายในตลาด ไปรษณีย์ไทยจึงอยู่ท่ามกลางการแข่งขันอย่างมาก และต้องช่วยตัวเองก่อนจะมานั่งรอให้ภาคร้ฐยื่นมือเข้าช่วย

สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรก ของปี 2567 (ม.ค.- ก.ย.)อไปรษณีย์ไทยทำรายได้รวม 15,858.67 ล้านบาท โดยธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดมาจาก กลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 46.48%ซึ่งเติบโตจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 ราว 3.34%สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นค้าปลีก อี-คอมเมิร์ซ  

“ปริมาณงานธุรกิจขนส่งในประเทศ 2567 เปรียบเทียบกับ 2566 มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นผลจากเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของภาพรวมงานบริการ-โซลูชันที่ไปรษณีย์ไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความมุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์ของของลูกค้าทุกกลุ่ม ซึ่งปรากฏว่าบริการพัสดุไปรษณีย์ในประเทศเติบโตที่ 18.45% ขณะที่บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) เติบโตราว 8.07% สะท้อนถึงการได้รับความเชื่อมั่นจากคนไทย ยืนยันด้วยผลสำรวจความเชื่อมั่นในแบรนด์ไปรษณีย์ไทยปี 2567 สูงถึง 91.87%”

ดร.ดนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่าในปี 2568 ไปรษณีย์ไทยยังมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทั้ง Physical และ Digital และระบบงานไปรษณีย์ร่วมกับพันธมิตรสร้างประโยชน์ในหลากมิติ ส่งผลให้มีบริการขนส่งที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศอย่างครบวงจร มีบริการทางการเงิน การส่งเสริมค้าปลีก การพัฒนาและสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้า โดยมี 4 กลยุทธ์สำคัญ คือ

1.เพิ่มมูลค่า สร้างความแตกต่าง ไปรษณีย์ไทยจะขยายขอบเขตบริการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริการระหว่างประเทศ เช่น พัฒนาระบบงานคลังสินค้าครบวงจร บริการ document warehouse พัฒนาการขนส่งสินค้าเข้าคลัง Amazon FBA พัฒนาการขนส่งสินค้า แบบ Virtual Address

2. ปรับธุรกิจบริการดิจิทัล รองรับการเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจและสังคม สนับสนุนส่งเสริมธุรกิจอื่นๆของไทยให้เติบโตตามแนวทาง Connecting-the-dots นำสิ่งที่ทุกคนต้องการเชื่อมโยงได้ด้วยทรัพยากรที่โดดเด่นของไปรษณีย์ไทย เช่น Prompt POST ระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ที่มีจุดเด่นทั้ง Digital Postbox ตัวกลางในการรับส่งเอกสารหรือข้อมูลออนไลน์ระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงาน และหน่วยงานกับประชาชน ปลอดภัยจากสแปมและจดหมายทุกฉบับสามารถมั่นใจได้ว่ามาจากบุคคลและองค์กรตัวจริง จากการรองรับการยืนยันตัวตนในระบบที่เชื่อถือได้ D/ID ซึ่งเป็น Post ID ส่วนบุคคลที่จะมีการเริ่มใช้จริงต้นปี 2568

ด้วยระบบQR CODEที่จะเป็นทางเลือกการจ่าหน้า ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างการจัดส่งสิ่งของ ล้ำกว่าระบบพิกัดตำแหน่งทั่วไปด้วยการบอกพิกัดแนวดิ่งได้ทำให้สามารถระบุที่อยู่สำหรับผู้ที่อยู่ในอาคารสูงได้และเมื่อผู้ใช้งาน มีการแก้ไขข้อมูลที่อยู่ในระบบ D/ID ข้อมูลที่อยู่ซึ่งเดิมไว้ใช้ติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ไปยังหน่วยงานปลายทางโดยอัตโนมัติ Postman Cloud ที่ใช้บุรุษไปรษณีย์กว่า 25,000 คนทั่วประเทศ ในการให้บริการ Postman as a Serviceเช่นการเก็บข้อมูลรับส่งสิ่งของแบบ Point to Point และ Matching เชื่อมโยง Demand กับ Supply พัฒนาแพลตฟอร์ม emarketplace และ โครงการ Virtual bank ให้บริการสินเชื่อกับประชาชน สามารถทำธุรกรรมฝากถอนเงินได้ที่สาขาของไปรษณีย์ทั่วประเทศ

3.ออกแบบบริการเฉพาะกลุ่ม เช่น บริการไปรษณีย์ตอบรับในประเทศทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-AR) บริการ Pick up Service สำหรับกลุ่มอี-คอมเมิร์ซขยายจุด Drop Off ผ่านเครือข่ายพันธมิตร และ 4.เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการ สร้างประสบการณ์ที่ดีกับไปรษณีย์ไทย เช่น ระบบบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ร้าน POST Café เป็นพื้นที่ Cups of Connectionให้ทุกคนได้มาพบปะและทำกิจกรรมร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

ทั้งนี้ในระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ย. 2567 ไปรษณีย์ไทยมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มงานต่างๆ ได้แก่ กลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ 46.48% กลุ่มบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.54% กลุ่มบริการระหว่างประเทศ 12.14% กลุ่มบริการค้าปลีกและการเงิน 4.48% กลุ่มธุรกิจอื่นๆ 0.85% และรายได้อื่นๆ 1.15% 

เจาะเวียดนามขยายโอกาสอีคอมเมิร์ช

ทั้งนี้ไปรษณีย์ไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอีคอมเมิร์ซและการค้าระหว่างประเทศจากไทยสู่เวียดนาม โดยมุ่งใช้ 3 เส้นทางการขนส่งที่สำคัญ ได้แก่ เส้นทางอากาศ เส้นทางภาคพื้น และทางราง พร้อมจับมือการไปรษณีย์เวียดนามพัฒนาบริการไปรษณีย์ภายใต้กรอบความร่วมมือของการไปรษณีย์อาเซียน (ASEANPOST) เดินหน้ายกระดับอีคอมเมิร์ซ
ของทั้ง 2 ประเทศ เตรียมนำสินค้าเมดอินไทยแลนด์และเวียดนาม จัดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มและขนส่งอย่างครบวงจร

ดร.ดนันท์ กล่าวว่า เวียดนามเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มีความน่าสนใจ ที่ผ่านมามีตลาดเกิดใหม่ที่เป็นโอกาสสำหรับหลายๆธุรกิจและอุตสาหกรรม เช่นยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคและไฮไลต์อย่าง ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ ที่มีปัจจัยการขยายตัวทั้งจากผู้บริโภคในเวียดนามที่ใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เดือนละราว 1 พันล้านดอลล่าร์ในช่วง9 เดือนที่ผ่านมา มีการเข้าไปดำเนินธุรกิจด้านแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการจากต่างประเทศ และเวียดนามยังเป็นหนึ่งใน 10 ตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก

จากการเติบโตที่เกิดขึ้นไปรษณีย์ไทยจึงเห็นความสำคัญที่จะขยายโอกาสเพื่อภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการไทย ภาคการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งตอกย้ำเป้าหมายในการก้าวไปสู่ Trusted Sustainable ASEAN Brand เพื่อความยั่งยืนและเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือแห่งอาเซียน

“เราจะใช้ความโดดเด่นจากโครงข่ายทั้งที่เป็น Physical และ Digital เชื่อมภาคเศรษฐกิจไทย-เวียดนาม และการสร้างประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นร่วมมือกับการไปรษณีย์เวียดนามพัฒนาบริการไปรษณีย์ภายใต้กรอบความร่วมมือของการไปรษณีย์อาเซียน (ASEANPOST) ในหลายๆด้าน รวมถึงการใช้อัตราค่านำจ่ายพิเศษระหว่างกัน”

โดยบริการไปรษณียภัณฑ์ พัสดุไปรษณีย์ EMS และ ePacket ซึ่งได้วางเส้นทางและแนวทางที่ไปรษณีย์ไทยและการไปรษณีย์เวียดนามจะเชื่อมต่อถึงกันได้ คือ

1.การขนส่งไปรษณีย์ทางอากาศระหว่างไทยไปเวียดนาม ยัง 2 เมืองปลายทาง ได้แก่ ฮานอยและโฮจิมินห์ ผ่านเที่ยวบินของการบินไทย 2.ใช้ระบบขนส่งทางภาคพื้น เดิมไปรษณีย์ไทยทำการแลกพัสดุภาคพื้นข้ามพรมแดนระหว่างไทย-เวียดนาม โดยใช้เส้นทางไปรษณีย์อรัญประเทศ-พนมเปญ-โฮจิมินฮ์ซึ่งเมื่อปี 2563 ถึงปัจจุบัน มีการระงับการให้บริการขนส่งทางภาคพื้นระหว่างไปรษณีย์ไทยไปยังปลายทางประเทศเวียดนาม เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และมาตรการปิดพรมแดนไทย-กัมพูชาอย่างไรก็ตาม ในปี 2567 ไปรษณีย์ไทยได้กลับมาแลกเปลี่ยนพัสดุภาคพื้นข้ามพรมแดนระหว่างไปรษณีย์ไทย-กัมพูชาอีกครั้ง และมีแผนจะส่งผ่านกัมพูชาไปยังเวียดนามต่อไป

3.การขนส่งทางราง ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการประสานกับรัฐวิสาหกิจไปรษณีย์ลาว การไปรษณีย์เวียดนาม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาและพิจารณาความเป็นไปได้ในการผลักดันการขนส่งทางรางเส้นทางไทย-ลาว-เวียดนาม ในอนาคต 

ดร.ดนันท์ กล่าวเสริมว่า เพื่อให้เกิดความแน่นแฟ้นในเชิงพันธมิตร และเชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียนให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น ในปีนี้ไปรษณีย์ไทย การไปรษณีย์เวียดนาม การไปรษณีย์อินโดนีเซีย พร้อมด้วยที่ปรึกษาพิเศษจำนวน 2 ราย คือPaytech บริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายเวียดนามและ Kota บริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายสิงคโปร์ ได้มีการลงนามในข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจในการจัดตั้ง “Regional ASEAN Post Alliance – RAPA” เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือในด้านขนส่งและระบบไปรษณีย์ระหว่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม ใน 4 ด้าน คือ ด้านพันธมิตรอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่จะมีการเชื่อมโยงระบบการค้าออนไลน์และออฟไลน์ ,การพัฒนาโมเดลโลจิสติกส์ให้มีรูปแบบเดียวกัน, การพัฒนา QR code เพื่อให้สะดวกต่อการทำธุรกรรม และด้านการขยายตลาดอีคอมเมิร์ซของอาเซียนให้เป็นศูนย์กลางและไปสู่ตลาดโลก

ไปรษณีย์ไทยมีแผนผลักดันสินค้าเมดอินไทยแลนด์-เวียดนามให้ไปสู่ตลาดโลกโดยมีความร่วมมือกับการไปรษณีย์เวียดนามในรูปแบบของ RAPA shop ซึ่งเป็นโครงการที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ นำสินค้ายอดนิยมมาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มที่จะพัฒนาขึ้น และมีการจัดส่งถึงผู้สั่งซื้อแบบครบวงจรด้วยบริการของเครือข่ายไปรษณีย์ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับการไปรษณีย์ของทั้ง 2 ประเทศ สำหรับสินค้าไทยที่มีศักยภาพเจาะตลาดเวียดนาม เช่น กาแฟ กลุ่มสินค้าจากด้านการท่องเที่ยว รวมทั้ง อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ 

“ความร่วมมือกับเวียดนามครั้งนี้ถ้ามองว่าจะทำรายได้ให้มากขึ้นเท่าไรก็คงไม่ได้มากนักแต่ประโยชน์หลักๆจะอยู่ที่การเพิ่มช่องทางใหม่ๆในการส่งของให้มากยิ่งขึ้น เราต้องการทำให้อาเซียนเหมือนโดเมสติกส์ ไม่ใช่เป็นเหมือนการส่งของอินเตอร์ที่ค่าส่งแพง จะให้ดีก็ต้องเริ่มจากการขายสินค้าให้กันและกันก่อนจึงตามมาด้วยราคาค่าขนส่งที่ไม่แพงนัก เราเริ่มจากไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย พอเวียดนามไปได้ดี ประเทศอื่นอย่าง พม่า ลาวก็จะตามมา”

ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีประชากรประมาณ 300 ล้านคนไทยแค่ 70 ล้านคน กำลังซื้อมากมาย อยู่ที่ว่าเราจะแชร์ส่วนนั้นมาได้สักเท่าไร เราจะทำแต่คนส่งของอย่างเดียวอีกต่อไปไม่ได้แล้ว แต่เราต้องมีสินค้าพร้อมช่องทางส่งให้ด้วย คือเป็นชิ้นงานของเราเองทั้งสินค้าและการขนส่งดีกว่าการเป็นแค่คนส่งของอย่างเดียวแน่นอน

“เป็นที่มาของข้าวไปรษณีย์ กาแฟไปรษณีย์ และจะมีสินค้าอื่นออกมาอีกมาก เป็นการสร้างเน็ตเวิร์คที่เรามีอยู่ให้ใช้งานได้เต็มที่ซึ่งปัจจุบันที่ทำรายได้ปีละประมาณ 600 ล้านบาทเราก็ตั้งเป้าไว้ที่ปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท”

ดร. ดนันท์ กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย มีความพร้อมและความพยามที่จะเป็นผู้ให้บริการกับภาครัฐ ด้วยศักยภาพที่มีอยู่สามารถให้บริการได้ ต่อไปผู้ที่ต้องการทำธุรกรรมกับสรรพากรสามารถมาใช้บริการกับไปรษณีย์ได้ การทำบัตรประชาชน ใบขับขี่ก็สามารถมาใช้บริการที่ไปรษณีย์ได้ด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพูดคุยกันอยู่

ปีหน้าไปรษณีย์ไทยมีอะไรที่โดดเด่น

ผู้บริหารไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า จะได้เห็นบริการดิจิทัลเซอร์วิส อย่างชัดเจน และเต็มรูปแบบ อาจมีการจ่ายค่าบริการบางรายการเป็นรายเดือนในส่วนของ Virtual Bank คาดว่าไปรษณีย์ไทยเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะได้เปิดให้บริการ เพราะเรามีความชัดเจนในการมีฐานลูกค้าที่จะเข้าถึงบริการนี้ได้ คาดว่าแบงก์ชาติจะประกาศเลือก 3 รายกลางปีหน้า หากไปรษณีย์ได้รับเลือกคาดว่าใช้เงินลงทุนเป็นหลักพันล้านบาท โดยให้เวลาในการสร้างระบบ และเปิดให้บริการประมาณกลางปี 69

“ถ้าเราเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะทำมันก็คุ้มอยู่แล้ว กลุ่มลูกค้าสำคัญที่ Virtual Bank ต้องการคือคนที่เข้าไม่ถึงบริการของแบงก์ที่มีอยู่เดิมเปิดบัญชีแบงก์ ไม่ได้ ทำไม่เป็น ไม่รู้จะทำได้อย่างไร หรืออยู่ห่างไกล หรือกลุ่มคนที่ไม่มีหลักฐานเอกสารการเงินพอที่จะเปิดบริการที่แบงก์ได้ อย่างพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ไม่มีสลิปเงินเดือนจึงไม่สามารถกู้เงินกับแบงก์ได้ ในขณะที่ไปรษณียไทยมีการส่งของแบบเก็บเงินปลายทางกับลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ จึงมีข้อมูลฐานลูกค้ากลุ่มนี้อยู่แล้ว”

Virtual Bank หรือธนาคารไม่มีสาขา ต้นทุนต้องต่ำกว่าแบงก์ปกติ แต่การที่ไม่สาขาคนใช้บริการก็ไม่สะดวก เพราะไม่มีตัวตนสาขาให้เห็น แต่ไปรษณีย์ไทยมีสาขาทั่วประเทศ ทั้งยังมีบุรุษไปรษณีย์ที่สามารถไปให้บริการได้ถึงที่บ้าน เป็นการใช้เครือข่ายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม 

“เกมนี้คนที่ชนะคือคนที่เข้าถึงลูกค้าได้มากสุดบนต้นทุนที่ถูกสุด”

ไปรษณีย์ไทยมองว่าการได้ธุรกิจ Virtual Bankจะต่อยอดให้ไปรษณีย์ไทยได้เดินตามวิชันที่้ว่า “ส่งมอบการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านโครงข่ายไปรษณีย์” การทำ Virtual Bank เป็นการส่งมอบความยั่งยืนผ่านโครงการข่ายไปรษณีย์ไทย การที่ไปรษณีย์ไทยจะอยู่รอดได้คือการใช้โครงข่ายนี้ส่งมอบการเติบโตอย่างยั่งยืนถึงคนที่เข้ามาร่วมในโครงข่ายให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากโครงข่ายนี้

“เราต้องการให้คนมองว่าเราไม่ได้เป็นแค่บริษัทขนส่ง เพราะเค้าจะคิดถึงเราแค่ตอนขนส่ง เราต้องเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ (Lifestyle brand)เพื่อให้อยู่ในวงจรชีวิตของคนมากกว่าแค่ตอนขนส่ง ซึ่งทุกวันนี้ไปรษณีย์ไทยเริ่มเปิดบริการร้านกาแฟโพสต์คาเฟ่”

ดิจิทัลเน็ตเวิร์คต้องแข็งแรง

ดร.ตฤณ ทวิธารานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจ บริการดิจิทัล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ไอทีเป็นส่วนงานซัพพอร์ต แต่นับจากนี้ฝ่ายดิจิทัลเน็ตเวิร์คไปรษณีย์ไทยต้องแข็งแรง เสริมมูลค่าทางเน็ตเวิร์ต เป็นนโยบายที่ได้รับมอบหมายมา  อย่างบริการ Prompt POST ที่กำลังจะมีการเปิดตัวบริการ Digital Postboxโดยจะเริ่มที่หน่วยงานรัฐก่อนและตามมาที่ภาคคอมซูเมอร์

ลูกค้าไปรษณีย์ไทยจะมีอยู่สองประเภท 1.คนที่ไม่เคยจ่ายเงินเลยคือเป็นผู้รับจดหมายอย่างเดียว แต่ถ้าไม่ได้รับจดหมายนั้นก็จะโวยวาย กับ2.กลุ่มที่จ่ายเงินค่าส่งให้อยู่แล้ว โจทย์ที่ไปรษณีย์ไทยต้องทำคือทำให้คนที่ไม่เคยจ่ายเงินมาจ่ายเงินให้ด้วยบริการใหม่อย่างส่งเป็นโพสต์บ็อกซ์เข้ามาที่โทรศัพท์มือถือ โดยสามารถเลือกได้ว่าจะส่งเป็นเอกสารที่จับต้องได้หรือเป็นดิจิทัล

“การ์ดเชิญที่ส่งมาทางไปรษณีย์แบบเดิมก็สามารถมาส่งมาเป็นดิจิทัลโพสต์บ็อกซ์ได้ด้วยอีกทาง เราก็จะได้เห็นว่ามีการ์ดเชิญส่งมาด้วย โดยเป็นค่าบริการที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะรับหรือไม่ อย่างจะมีเช็คเป็นเอกสารส่งมาและเราต้องการเป็นดิจิตทัลโพสต์บ็อกซ์ด้วยเพื่อความมั่นใจก็ได้ ทั้งหมดนี้อยู่ใน Prompt Post ซึ่งไปรษณีย์ไทยเริ่มทยอยใส่บริการลงไปให้มากขึ้น คาดว่าจะเปิดบริการนี้ได้ปีหน้า”

บริการนี้ไม่เหมือนอีเมลซึ่งส่งกันได้ทั่วไป แต่คนที่จะมีดิจิทัลโพสต์บ็อกซ์ได้ต้องมีการทำข้อตกลงไว้ก่อน ต้องมีการลงทะเบียนในระบบปิดก่อน รู้คนส่ง คนรับแน่นอน ต่างจากอีเมลทั่วไป

ทั้งนี้จากคาดการณ์รายได้สิ้นปีที่ 21,000 ล้านบาทสิ้นปีนี้ คาดว่าจะมาจากขนส่ง 45% ไปรษณีย์ภัณท์ 35% ระหว่างประเทศ 13% และรีเทล-financial 7 -8% โดยมองว่ารายได้จากไปรษณีย์ภัณฑ์ในอนาคตจะต้องลดลงแน่นอน จึงจำเป็นต้องมีรายได้จากอื่นๆเข้ามาเสริม

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *