ทรู โชว์กำไรไตรมาส 3/69 พุ่ง 324% แตะ 6.7 พันล้าน ทำกำไรต่อเนื่อง 7 ไตรมาส จ่ายปันผล 5.5 พันล้าน

ทรู คอร์ปอเรชั่น เผยผลประกอบการไตรมาส 3/2569 แข็งแกร่ง ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 รายได้ธุรกิจหลักฟื้นตัว หนุน EBITDA เพิ่มขึ้น 5.7% แตะ 2.85 หมื่นล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิพุ่ง 324.1% สู่ระดับ 6.7 พันล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยอดลูกค้ามือถือเพิ่มเป็น 48.8 ล้านเลขหมาย ดันฐานผู้ใช้ 5G แตะ 20.5 ล้านเลขหมาย เดินหน้านำ AI เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ พร้อมอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 5.5 พันล้านบาท หรือ 0.16 บาทต่อหุ้น

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3/2569 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 โดยมีรายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) จำนวน 4.16 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและรายได้ธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) ที่ปรับตัวลดลง

เมื่อปรับรายการที่มีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบแล้ว รายได้จากการให้บริการของบริษัทเพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาการเติบโตของผลประกอบการและสร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่อง

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ถือเป็นอีกหนึ่งไตรมาสสำคัญของบริษัท โดยสามารถทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งรายได้จากการให้บริการ EBITDA และกำไรสุทธิ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงินและการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

การเติบโตของรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ได้รับแรงสนับสนุนจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในระบบบริหารคุณค่าลูกค้า (Customer Value Management: CVM) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการและนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เหมาะสมให้แก่ลูกค้า ผ่านช่องทางและช่วงเวลาที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งาน

ซิกเว่กล่าวว่า บริษัทเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI ทั้งในด้านการสร้างมูลค่าทางธุรกิจและการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า โดยในระยะต่อไปจะเร่งสร้างรากฐานด้าน AI ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ขณะเดียวกัน ความพึงพอใจของลูกค้าในทุกกลุ่มธุรกิจปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาคุณภาพบริการและการนำเทคโนโลยีมาช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด โดยบริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินปี 2569 รวมถึงเป้าหมายระยะกลางที่กำหนดไว้

ฐานลูกค้ามือถือแตะ 48.8 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้ 5G เพิ่มเป็น 20.5 ล้านเลขหมาย

สำหรับผลการดำเนินงานด้านฐานลูกค้า ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 ทรูมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 48.8 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 142,000 เลขหมายจากไตรมาสก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้บริการเครือข่าย 5G จำนวน 20.5 ล้านเลขหมาย สะท้อนการขยายตัวของการใช้งานเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูงในประเทศไทย

ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านมีจำนวนผู้ใช้บริการรวม 3.3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 30,000 รายจากไตรมาสก่อน โดยการเติบโตของฐานลูกค้าทั้งสองธุรกิจเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของรายได้จากการให้บริการ และช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักของบริษัท

อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจ PayTV ยังคงปรับตัวลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้รวมบางส่วน แต่การขยายตัวของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และออนไลน์ยังสามารถช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้

EBITDA โต 5.7% กำไรสุทธิพุ่ง 324.1% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

นกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 สะท้อนถึงคุณภาพของผลกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตของรายได้ธุรกิจหลัก การควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

รายได้จากการให้บริการเมื่อปรับรายการที่มีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบแล้ว เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์

ขณะเดียวกัน บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 2.85 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อน โดยได้รับประโยชน์จากการเติบโตของรายได้ การได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.1 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน มาอยู่ที่ 68.4% ในไตรมาส 3/2569 สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและสร้างผลกำไรจากธุรกิจหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ EBITDA ของทรู เพิ่มขึ้นรวม 9 พันล้านบาท หรือเติบโตถึง 46% แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์จากการผสานธุรกิจและการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน

สำหรับกำไรสุทธิหลังหักภาษี (Net Profit After Tax: NPAT) ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 6.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 324.1% หรือประมาณ 4.2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.8% จากไตรมาสก่อน นับเป็นระดับกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท

ทั้งนี้ หากปรับผลกระทบจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาสดังกล่าว บริษัทจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7 พันล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินธุรกิจ

รายได้บริการหลักฟื้นตัว หนี้สินต่อ EBITDA ลดเหลือ 3.6 เท่า

ในส่วนของรายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ซึ่งอยู่ที่ 4.16 หมื่นล้านบาทนั้น แม้ตัวเลขรายได้ตามรายงานจะเพิ่มขึ้น 0.9% จากปีก่อน แต่เมื่อปรับผลกระทบจากรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศที่ลดลง และปัจจัยตามฤดูกาลของรายได้ธุรกิจ PayTV แล้ว รายได้จากการให้บริการจะเพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% จากไตรมาสก่อน

การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางการฟื้นตัวของรายได้จากธุรกิจหลัก โดยเฉพาะธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบ้าน ซึ่งยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของบริษัท

ด้านสถานะทางการเงิน อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage Ratio) อยู่ที่ 3.6 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 ลดลง 0.5 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.1 เท่าจากไตรมาสก่อน สะท้อนถึงพัฒนาการในการบริหารโครงสร้างเงินทุนและความสามารถในการลดระดับภาระหนี้เมื่อเทียบกับผลกำไรจากการดำเนินงาน

นกุลระบุว่า การฟื้นตัวของรายได้และการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้บริษัทมีความแข็งแกร่งทางการเงินเพิ่มขึ้น และสนับสนุนความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

บอร์ดไฟเขียวปันผลระหว่างกาล 5.5 พันล้านบาท คิดเป็น 0.16 บาทต่อหุ้น

จากผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลรวม 5.5 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 83% หรือเงินปันผล 0.16 บาทต่อหุ้น (Dividend per Share: DPS)

การอนุมัติจ่ายเงินปันผลครั้งนี้สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างกำไรและการรักษาสถานะทางการเงินของบริษัท ควบคู่กับนโยบายสร้างมูลค่าและผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

เดินหน้า AI Transformation ยกระดับธุรกิจและประสบการณ์ลูกค้า

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ทรูจะให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการบริหารความสัมพันธ์และคุณค่าลูกค้า การพัฒนาข้อเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร

บริษัทมองว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการสร้างการเติบโตของรายได้ การบริหารต้นทุน และการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยจะเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านองค์กรในระยะยาว

นอกจากนี้ ทรูยังมุ่งพัฒนาบริการด้านการเชื่อมต่อทั้งเสียงและดาต้า ควบคู่กับการขยายระบบนิเวศดิจิทัลและบริการด้านไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่ความบันเทิง สิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิก ไปจนถึงโซลูชันเทคโนโลยีสำหรับภาคธุรกิจ พร้อมนำนวัตกรรม AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับสุขภาพ และเสริมสร้างความปลอดภัยในสังคม

ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าการฟื้นตัวของรายได้ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการใช้ AI เป็นกลไกขับเคลื่อนธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายทางการเงินในปี 2569 และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *