เบื้องลึกคดี TA 1234 หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกอุทธรณ์คดี ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยวินิจฉัยว่าคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยอย่างถูกต้องตามประเด็นข้อพิพาทแล้วโดยตัดสินว่า ทรูผิดสัญญาและต้องชดใช้ค่าเสียหาย NT มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาและคดีไม่ขาดอายุความหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดยกอุทธรณ์คดีทรูซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว แต่ต่อมาทรูได้ยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองกลางพิจารณาคดีใหม่และให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือหมายถึง NT แพ้คดี บททดสอบจรรยาบรรณ และจริยธรรม ในกระบวนการยุติธรรมที่มีเงื่อนงำหลายประเด็น
พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวถึงคดี TA 1234 ว่า NT ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดไปเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 68 ที่ผ่านมาหลังศาลปกครองกลางพิจารณาคดีใหม่และให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
ทั้งนี้ ประเด็นต่อสู้ในการยื่นอุทธรณ์ของ NT ประกอบด้วย 1. กระบวนการที่ศาลปกครองกลางรับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของ ทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2. NT ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการภายในระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมแล้วตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2551 (ฉบับที่ 5) 3. การที่ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า ทรู ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา เป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการในการรับฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการรวมทั้งคำพิพากษาของศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่สุดแล้วจึงเข้าข่ายเป็นการก้าวล่วงดุลยพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการและการพิจารณาคดีที่ผ่านมา และ 4. NT มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลางได้ตามมาตรา 45 แห่งพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
“ความคืบหน้าล่าสุดของมหากาพย์ข้อพิพาท TA 1234 อยู่ที่ NT ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีใหม่ของศาลปกครองกลาง ที่มีเงื่อนงำหลายประเด็น” แหล่งข่าวใน NT กล่าว
มหากาพย์ TA 1234 เริ่มตั้งแต่ 25 ปีที่แล้วเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2543 ทรูปรับลดอัตราค่าบริการโทรศัพท์โดยไม่ได้รับความยินยอมจาก NT หลังจากนั้น วันที่ 30 มิ.ย. 2548 NT ยื่นนำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ต่อมาวันที่ 23 ก.ย. 2549 คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมาก (อนุญาโตตุลาการ 2 จาก 3 เสียง) มีคำสั่งชี้ขาดให้ทรูชำระค่าเสียหายแก่ NT ต่อมาวันที่ 6 ม.ค. 2560 ทรูยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาลปกครองกลาง
วันที่ 30 ก.ย. 2562 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยตุลาการเจ้าของสำนวนหรือตุลาการในองค์คณะไม่มีการทำความเห็นแย้งแต่อย่างใด ต่อมา 28 ต.ค. 2562 ทรูยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
วันที่ 3 ธ.ค. 2567 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกอุทธรณ์คดีของทรู
โดยศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยโดยสรุปดังนี้ 1.ทรูอ้างว่าคำชี้ขาดของอนุญาโต ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ขอบเขตของความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีตามพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ แตกต่างจากกฎหมายอื่นและไม่สามารถตีความกว้างเพื่อใช้เป็นเหตุให้พิจารณาคดีใหม่
2.คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยอย่างถูกต้องตามประเด็นข้อพิพาทแล้ว โดยตัดสินว่า ทรูผิดสัญญาและต้องชดใช้ค่าเสียหาย NT มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาและคดีไม่ขาดอายุความ
3.ทรูอ้างว่าศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยผิดพลาด แต่ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ถูกต้อง และไม่มีหลักฐานใหม่ที่เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงอย่างมีนัยสำคัญ
4.คำอุทธรณ์ของทรูไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาด การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และส่งมาให้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลปกครองสูงสุดจึงต้องมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของทรู
“คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดสมควรจะเป็นที่สุดแล้ว หากเป็นกรณีหน่วยงานรัฐ คงก้มหน้ารับชะตากรรมแล้ว แต่สำหรับเอกชนที่คนในวงการต่างรับรู้ว่ามีความเชี่ยวชาญสูงในกระบวนการ คงต้องหาวิธีดิ้นสุดตัวเพื่อพลิกให้กลับมาชนะให้ได้”แหล่งข่าวระบุ
วิธีต่อสู้ของทรูคือวันที่ 16 มกราคม 2568 ทรูยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ต่อศาลปกครองกลาง ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2568 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณาจาก
1. ประเด็นแรกที่ ทรูอ้างว่า ศาลรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญนั้น ศาลปกครองกลางเห็นว่า มิใช่พยานหลักฐานใหม่ และมิใช่เหตุที่จะทำให้รับฟังได้ว่าศาลฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
2. ประเด็นต่อมาที่ทรูอ้างว่า NT รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 แต่ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 จึงเป็นการยื่นคำเสนอข้อพิพาทเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลปกครองกลางเห็นว่า ข้ออ้างข้อนี้ของทรู ฟังขึ้น ว่าอาจมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนการพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม
ทั้งนี้เงื่อนไขในการขอพิจารณาคดีใหม่ คู่กรณีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียหรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งคดีนั้น อาจมีคำขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ตามมาตรา 75 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. 2542 ได้ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ศาลปกครองฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
(2) คู่กรณีที่แท้จริงหรือบุคคลภายนอกนั้น มิได้เข้ามาในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีหรือได้เข้ามาแล้วแต่ถูกตัดโอกาสโดยไม่เป็นธรรมในการมีส่วนร่วมในการดำเนินกระบวนพิจารณา
(3) มีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม
(4) คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ทำขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดและต่อมาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญซึ่งทำให้ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น
การยื่นคำขอให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคู่กรณีหรือบุคคลภายนอกไม่ทราบถึงเหตุนั้นในการพิจารณาคดีครั้งที่แล้วมา โดยมิใช่ความผิดของผู้นั้น
การยื่นคำขอให้พิจารณาคดีหรือมีคำสั่งใหม่ ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่วันที่ผู้นั้นได้รู้หรือควรรู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ได้แต่ไม่เกิน 5 ปี นับแต่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด
ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา (คดีใหม่) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 พิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยได้ให้เหตุผลประกอบคำพิพากษาดังนี้
ประเด็นแรก NT ยื่นคำเสนอข้อพิพาทภายในระยะเวลาการฟ้องคดีหรือไม่นั้น เห็นว่า กฎหมายสารบัญญัติ หมายถึง กฎหมายที่บัญญัติกำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบประชาชน ส่วน กฎหมายวิธีสบัญญัติ เป็นกฎหมายที่บัญญัติกำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกระบวนการยุติธรรม เมื่ออายุความเป็นบทบัญญัติที่กำหนดเรื่องระยะเวลาการใช้สิทธิของประชาชนในการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล บทบัญญัติเรื่องอายุความจึงเป็นกฎหมายสารบัญญัติ
ดังนั้น กรณีที่ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 ระยะเวลาการใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายุความจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการยื่นคำเสนอข้อพิพาทคือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี
ดังนั้นการที่คณะอนุญาโตตุลาการรับคำเสนอข้อพิพาทไว้พิจารณาและมีคำชี้ขาด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นคำชี้ขาดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 40 วรรคสาม (2)(ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งศาลมีอำนาจเพิกถอนได้
ประเด็นต่อมาทรู เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า เจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ของสัญญาร่วมการงานฯ กำหนดให้ NT ต้องเรียกเก็บเงินค่าบริการการใช้โทรศัพท์และอุปกรณ์ในระบบที่ติดตั้งตามสัญญานี้ ในอัตราเดียวกันกับที่ NT เรียกเก็บจากอุปกรณ์โทรศัพท์ในโครงข่ายของ NT เพื่อความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจและการจัดทำบริการสาธารณะนี้ร่วมกัน และเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการแข่งขันทางการค้าและการบริการ
การที่ NT ให้บริการ Y-tel 1234 โดยมีค่าบริการที่ต่ำกว่าค่าบริการในโครงข่ายตามสัญญาร่วมการงานฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อการให้บริการอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นการเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายอย่างชัดแจ้ง NT จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา
ส่วนการที่ทรู เปิดให้บริการ TA1234 และลดอัตราค่าบริการในโครงข่ายตามสัญญาร่วมการงานฯ ลง เห็นว่า เป็นเพียงการกระทำเพื่อบรรเทาความเสียหายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดสัญญาของ NT เท่านั้น ถือไม่ได้ว่า ทรูปฏิบัติผิดสัญญา คำชี้ขาดจึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและข้อสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนฯ ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 วรรคสาม (2)(ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งศาลมีอำนาจเพิกถอนได้
“พูดง่ายๆคือศาลปกครองกลางให้เหตุผลว่า NT ยื่นข้อพิพาทพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาท กับทรูไม่ได้กระทำผิดสัญญา การลดค่าบริการของทรูเป็นการบรรเทาความเสียหายจากการที่ NT ให้บริการ Y-Tel 1234 เรียกได้ว่าเป็นการหักล้างคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่ว่าคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยอย่างถูกต้องตามประเด็นข้อพิพาทแล้ว โดยตัดสินว่า ทรูผิดสัญญาและต้องชดใช้ค่าเสียหาย NT มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาและคดีไม่ขาดอายุความ”
เงื่อนงำที่ตามมาหลังศาลปกครองกลางพิจารณาคดีใหม่จนนำมาซึ่งคำพิพากษาใหม่ที่เป็นคุณกับบริษัทเอกชน มีประเด็นที่น่าสนใจคือ คดีที่พิจารณาคดีใหม่นี้มีตุลาการของศาลปกครองกลางที่เป็นเจ้าของสำนวน ซึ่งตุลาการรายดังกล่าวนี้ เคยร่วมเป็นองค์คณะในคดีก่อนหน้าที่ทรูยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยตุลาการรายนี้ไม่ได้มีความเห็นแย้งในคดีก่อนหน้าดังกล่าวแต่อย่างใด แต่กลับมีคำวินิจฉัยในคดีที่พิจารณาคดีใหม่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก ทั้งๆ ที่ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่คู่ความเคยนำส่งในชั้นอนุญาโตตุลาการและชั้นศาลปกครองกลางแล้ว
“กระบวนการยุติธรรม ถูกท้าทายเรื่องจริยธรรม จรรยาบรรณ ธรรมาภิบาล ครั้งสำคัญ”
(เรื่องตัวเลขค่าเสียหาย เดิมพันที่สูงขนาดนั้น อยู่ในรูปประกอบ)




